ในโมเดลนี้ stablecoin ถูกมองเป็น “ดอลลาร์ดิจิทัลแบบโปรแกรมได้” สำหรับการเคลียร์และชำระบัญชี มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร
ผู้บริหารของ Visa เชื่อว่า stablecoin สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างในระบบการเงินของภูมิภาคได้
อย่างแรกคือ การโอนเงินข้ามประเทศในแอฟริกามักช้าและมีค่าธรรมเนียมสูง เพราะต้องผ่านเครือข่ายธนาคารตัวกลางหลายแห่งและมีปัญหาสภาพคล่อง Stablecoin บนบล็อกเชนสามารถเคลื่อนย้ายมูลค่าได้รวดเร็วและอาจลดขั้นตอนเหล่านี้
อย่างที่สองคือ การบริหารเงินของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลายประเทศ ซึ่งมักต้องจัดการกับข้อจำกัดด้านเงินทุนหรือความผันผวนของค่าเงิน Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อจัดการสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ กฎระเบียบด้านคริปโตในหลายประเทศแอฟริกากำลังค่อย ๆ พัฒนา เช่น ระบบใบอนุญาตหรือ regulatory sandbox ในหลายตลาด ทำให้การทดลองใช้งานจริงในระบบการชำระเงินมีความเป็นไปได้มากกว่าช่วงก่อนหน้า
Visa ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างนี้เพียงลำพัง แต่ร่วมมือกับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลหลายราย
Yellow Card
ฟินเทคแพน‑แอฟริกาที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน stablecoin ในหลายประเทศ Visa ร่วมกับ Yellow Card เพื่อสำรวจการใช้งาน stablecoin เช่น การชำระเงินข้ามประเทศและการจัดการเงินขององค์กรในตลาดที่บริษัทมีใบอนุญาต
Aquanow
Visa ยังร่วมมือกับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล Aquanow เพื่อขยายระบบชำระบัญชีด้วย stablecoin ในภูมิภาค CEMEA (ยุโรปกลางและตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ทำให้ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินสามารถ ใช้ stablecoin เช่น USDC ในการชำระธุรกรรมบนเครือข่าย Visa ได้
ความร่วมมือเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อม ระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ให้ทำงานร่วมกันได้
ระบบการชำระเงินของแอฟริกามีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เหมาะกับการทดลองเทคโนโลยีใหม่
ทวีปนี้เป็น ศูนย์กลางของ mobile money ของโลก โดยกระเป๋าเงินดิจิทัลบนมือถือถูกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ทั้งการโอนเงิน การจ่ายบิล และการซื้อสินค้า
ข้อมูลในปี 2025 ระบุว่า
เมื่อผู้คนและธุรกิจคุ้นเคยกับกระเป๋าเงินดิจิทัลอยู่แล้ว เทคโนโลยีอย่าง stablecoin จึงอาจ แทรกเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านหลังระบบ โดยผู้ใช้ปลายทางแทบไม่ต้องรับรู้ถึงความซับซ้อนของบล็อกเชน
โครงการของ Visa ในแอฟริกาเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มใหญ่ในอุตสาหกรรมการชำระเงิน
บริษัทเครือข่ายบัตร ฟินเทค และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกำลังทดลองใช้ stablecoin เพื่อเป็น ชั้น settlement สำหรับระบบการเงินจริง ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์คริปโตสำหรับผู้บริโภค
เหตุผลที่บริษัทการเงินสนใจเทคโนโลยีนี้ ได้แก่
การขยายระบบ settlement ด้วย stablecoin ของ Visa ในภูมิภาค CEMEA สะท้อนว่า ธนาคารและผู้ให้บริการการชำระเงินกำลังต้องการทางเลือกที่เร็วกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ
แม้แผนทดลองจะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่รายละเอียดสำคัญหลายอย่างยังไม่ได้เปิดเผย เช่น
ในตอนนี้ โครงการของ Visa จึงถูกมองว่าเป็น การทดลองบทบาทของ stablecoin ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินจริง ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าใช้งานได้ในระดับใหญ่ แอฟริกาอาจกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคแรกที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมและระบบ settlement บนบล็อกเชนทำงานคู่กันอย่างเต็มรูปแบบ
Comments
0 comments