Bank of America ส่งสัญญาณฉุกเฉิน เมื่อ 7 ใน 10 ตัวชี้วัดตลาดหมีของธนาคารสว่างวาบขึ้นพร้อมกันในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดก่อนตลาดพีคในอดีต นำไปสู่คำแนะนำให้ 'ขายทำกำไร' คลื่นมหึมา IPO มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอย่าง CoreWeave, Databricks, SpaceX และ OpenAI กำลังวิ่งเข้าตลาดหุ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the warning signs in the global AI trade that are drawing comparisons to the dotcom bust era, including extreme valuation gaps betw. Article summary: Yes, the global AI trade is displaying multiple warning signs that analysts at several major banks say closely echo the late-1990s dot-com bubble and, in some respects, the run-up to 2008. Here is a breakdown of the thre. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "* AI Bubble 2026: Is the Tech Rally About to Burst? At the same time, global AI investments are expected to exceed 2.5 trillion US dollars in 2026, with roughly half flowing into d" source context "AI Bubble 2026: 5 Warning Signs Investors Are Missing - AEQUIFIN" Reference image 2: visual subject "* AI Bubb
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ในกลางปี 2026 เสียงเตือนจากนักกลยุทธ์ระดับหัวกะทิของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าการค้าปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งสัญญาณหลายอย่างที่ในอดีตเคยเกิดขึ้นก่อนตลาดถึงจุดสูงสุด รูปแบบของผู้นำตลาดที่แคบลง กิจกรรม IPO ที่ดุเดือดขึ้น และธงแดงความเสี่ยงภายในที่สะสมตัวอย่างต่อเนื่อง กำลังถูกนำไปเปรียบเทียบอย่างชัดเจนกับยุคฟองสบู่ดอตคอมและช่วงก่อนวิกฤตการเงินปี 2008
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่านี่คือฟองสบู่เต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่เป็นเพียง 'หลุมอากาศของ AI' (AI air pocket) มากกว่าฟองสบู่ที่พองเต็มที่ และเสียงสำคัญๆ แย้งว่าตลาดตอนนี้ใกล้เคียงกับปี 1997 มากกว่าเดือนมีนาคม 2000
บทความนี้จะพาไปดูสัญญาณเตือนสามประการที่เป็นหัวใจของข้อถกเถียงนี้ พร้อมกับข้อโต้แย้งที่ทำให้เรายังรีบสรุปไม่ได้ว่านี่คือฟองสบู่
ความกว้างของตลาด (Market Breadth) ในดัชนี S&P 500 แคบลงสู่ระดับที่นักวิเคราะห์จาก Bank of America และสถาบันอื่นๆ มองว่าน่าตกใจในเชิงประวัติศาสตร์ ในเดือนพฤษภาคม 2026 ดัชนีปิดที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่มีหุ้นเพียงประมาณ 20 ตัว—ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI—เท่านั้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ไปพร้อมกัน Michael Hartnett นักกลยุทธ์จาก Bank of America ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงใหม่ในตอนนั้น มีจำนวนเท่ากันกับช่วงพีคของฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 ทุกประการ โดยให้คำอธิบายรูปแบบดังกล่าวว่า "เหมือนกันอย่างน่าขนลุก" กับจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมปี 2000
การกระจุกตัวของผลกำไรในหุ้นเมกะแคปเพียงหยิบมือนั้นสุดโต่งมาก กลุ่มหุ้นที่ได้ชื่อว่า "Magnificent Seven" (Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta, Nvidia และ Tesla) มีผลตอบแทนรวมเพิ่มขึ้นเกือบแปดเท่าตัวนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ในขณะที่หุ้น S&P 500 ที่เหลือโดยรวมยังเพิ่มขึ้นไม่ถึงหนึ่งเท่าตัวด้วยซ้ำ จากการวิเคราะห์ของ Oliver Wyman มูลค่าตลาดรวมของบริษัททั้งเจ็ดนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของดัชนี S&P 500 ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับระดับการกระจุกตัวที่เคยเห็น ณ จุดพีคของฟองสบู่ดอตคอมเลยทีเดียว
ตัวคูณมูลค่า (Valuation Multiples) สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็พุ่งสูงจนน่าเวียนหัว บริษัทที่ยังไม่มีรายได้ (Pre-revenue) ในภาคส่วนต่างๆ เช่น ควอนตัมคอมพิวติ้ง และ eVTOL (เครื่องบินไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง) กลับมีมูลค่าบริษัทสูงกว่าบริษัทในยุคดอตคอมถึง 5 ถึง 10 เท่า ดังที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และที่อื่นๆ ได้ตั้งข้อสังเกต Palantir บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่มักถูกโยงเข้ากับ AI เคยซื้อขายกันที่ระดับสูงถึง 123 เท่าของยอดขาย ณ จุดหนึ่ง
Victoria Roloff นักกลยุทธ์ด้านหุ้นและควอนท์จาก Bank of America ยอมรับว่า "ความกว้างของตลาดที่แคบและตัวคูณมูลค่าที่สูงลิ่ว มันสอดคล้องกับปี 2000" แต่ก็เตือนว่าเธอมองเห็น "สิ่งที่เป็นเหมือนหลุมอากาศของ AI มากกว่าฟองสบู่ AI ที่พองเต็มที่ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)" ความแตกต่างนี้สำคัญมาก 'หลุมอากาศ' บ่งชี้ถึงการประเมินมูลค่าสูงเกินไปที่กระจุกตัวในหุ้นบางชื่อ ขณะที่ 'ฟองสบู่' ที่แท้จริงหมายถึงความเกินพอดีในระดับระบบ
ตัวชี้วัดอื่นๆ ยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องมูลค่า อัตราส่วนราคาต่อบัญชี (Price-to-Book Ratio) ของ S&P 500 แตะระดับ 5.3 ในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งสูงกว่าระดับ 5.1 ที่บันทึกไว้ในช่วงพีคของฟองสบู่ดอตคอมในเดือนมีนาคม 2000 ส่วนค่า P/E ปรับวัฏจักร (CAPE Ratio) ก็ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าสองเท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ยในอดีต ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ David Rosenberg ระบุ ซึ่งเป็นระดับที่เขาให้เหตุผลว่าสอดคล้องกับตลาดที่อยู่ในภาวะฟองสบู่ราคามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว
จำนวนบริษัทที่กำลังจะเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มุ่งเน้นด้าน AI ได้เพิ่มจำนวนขึ้นจนมีสัดส่วนที่สะท้อนภาพการเฟื่องฟูของ IPO ก่อนถึงจุดพีคในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และกลางทศวรรษ 2000 Business Insider รายงานในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า การแข่งขันกันเข้าตลาดหุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลัง "ส่งสัญญาณที่เคยปรากฏขึ้นครั้งสุดท้ายในช่วงที่การเสนอขายหุ้น IPO บูม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000" นักวิเคราะห์จาก TS Lombard ให้เหตุผลว่าคลื่นยักษ์ IPO นี้บ่งชี้ถึงความต้องการของบุคคลภายในบริษัทและนักลงทุนรายแรกๆ ที่จะขายหุ้นให้กับสาธารณชน ณ จุดที่มูลค่าสูงเกินจริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เคยเห็นกันมาแล้วใกล้ๆ จุดสูงสุดของตลาด
ขนาดของแผนการเข้าจดทะเบียนนั้นน่าทึ่งมาก เมื่อรวมมูลค่าที่คาดหวังของบริษัทเพียงสามแห่ง ได้แก่ SpaceX, OpenAI และ Anthropic จะสูงกว่าคลื่น IPO ยุคดอตคอมทั้งหมดตั้งแต่ปี 1995–2000 เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ในเดือนมีนาคม 2026 "คลื่น AI IPO มูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ" ถูกอธิบายว่ากำลังปรับโฉมหน้าวอลล์สตรีท โดยมีแกนนำคือ CoreWeave, Databricks และ Cerebras Systems
หนังสือพิมพ์ South China Morning Post ตั้งข้อสังเกตว่า "การหลั่งไหลเข้ามาของบริษัทที่จะเสนอขาย IPO ขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์" นี้กำลังสะท้อนถึงช่วงก่อนตลาดถึงจุดสูงสุดในอดีตอย่างชัดเจน ซึ่งเทียบเคียงได้กับช่วงก่อนที่ตลาดจะตกต่ำในปี 2000 และ 2008
สิ่งที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับประวัติศาสตร์นั้นชวนให้รู้สึกไม่สบายใจนัก กิจกรรม IPO พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายปีก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะแตก และรูปแบบที่คล้ายคลึงกันก็เกิดขึ้นก่อนวิกฤตการเงินปี 2008 แม้ว่าปริมาณ IPO เพียงอย่างเดียวจะไม่การันตีว่าจะเกิดการพังทลาย แต่มันเคยเป็นสัญญาณที่ไว้ใจได้ของความคึกคะนองในช่วงปลายวัฏจักรในอดีตที่ผ่านมา
บางทีคำเตือนที่เป็นระบบที่สุดอาจมาจากกรอบสัญญาณตลาดหมีภายในของ Bank of America เอง เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 นักกลยุทธ์ Savita Subramanian รายงานว่า 7 ใน 10 สัญญาณเตือนตลาดหมีของทางธนาคารได้ถูกกระตุ้นแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 สัญญาณในเดือนเมษายน และ 4 สัญญาณในเดือนมีนาคม ในอดีต การเกิดสัญญาณ 7 ตัวนี้ขึ้นพร้อมกันเคยเป็นระดับปกติที่ตลาดจะถึงจุดสูงสุด ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในตลาดหมีทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 1990
ตัวชี้วัดเหล่านี้ครอบคลุมมิติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ความคาดหวังผลการดำเนินงานของหุ้น, ระดับความตึงเครียดด้านสินเชื่อ, สภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว และผลการดำเนินงานเปรียบเทียบระหว่างหุ้นที่มีค่า P/E สูงกับหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ สัญญาณที่เพิ่งถูกกระตุ้นใหม่สองตัวในเดือนพฤษภาคมนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ คือ การที่หุ้นค่า P/E สูงทำผลงานเหนือกว่าหุ้นค่า P/E ต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกของการเก็งกำไรที่มากเกินไป และความคาดหวังการเติบโตในระยะยาวที่มองในแง่ดีมากเกินไป ซึ่งสูงกว่าแนวโน้มในอดีตช่วงห้าปี
เพื่อตอบสนองต่อคำเตือนที่สะสมมา Bank of America ได้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าอย่างชัดเจนให้ขายทำกำไร โดยระบุว่ามี "ธงแดงมากเกินไป" ทีมกลยุทธ์หุ้นยุโรปของธนาคารยังได้แยกออกมาเตือนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า "ความสงสัยเกี่ยวกับการปฏิวัติ AI กำลังปรากฏขึ้น" และเรื่องเล่าของตลาดกำลังเปลี่ยนจากมุมมอง "ขาขึ้นอย่างเดียว" ไปสู่ความกังวลว่า AI อาจจะกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำลายผลกำไรของบริษัทอย่างจริงจัง แทนที่จะผลักดันให้ดีขึ้นถ้วนหน้า
การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสัญญาณที่ถูกกระตุ้น จาก 4 ตัวในเดือนมีนาคม เป็น 7 ตัวในเดือนพฤษภาคม ชี้ให้เห็นว่าการเสื่อมถอยนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าฉับพลัน แต่ทิศทางก็สอดคล้องกันมาตลอด ภายในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2026 กว่า 70% ของสัญญาณตลาดหมีของธนาคารกำลังสว่างวาบเป็นสีแดง
แม้จะมีคำเตือนสะสมมากมาย แต่ชุมชนนักวิเคราะห์ยังห่างไกลจากคำว่าฉันทามติ มีกลุ่มที่มีนัยสำคัญโต้แย้งว่าการเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอตคอมนั้นเกินจริงหรืออย่างน้อยก็เร็วเกินไป
Goldman Sachs ได้เตือนว่าความไม่สมดุลของการลงทุนใน AI ในปัจจุบันสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนในปี 1997 มากกว่าจุดพีคในปี 2000 ซึ่งบอกเป็นนัยว่าวัฏจักรนี้อาจยังมีเวลาไปต่อได้อีกหลายปีก่อนจะถึงจุดจบ วาณิชธนกิจแห่งนี้ชี้ไปที่รายจ่ายฝ่ายทุนที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับผลกำไรที่ลดลงและส่วนต่างสินเชื่อที่ถ่างกว้างขึ้นว่าเป็นความไม่สมดุลที่จะ "เห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อการลงทุนใน AI เฟื่องฟูยืดเยื้อออกไป" แต่ก็ยังไม่ฟันธงว่าจุดพีคจะมาในเร็วๆ นี้
แม้แต่ภายใน Bank of America เองก็มีมุมมองที่ขัดแย้งกัน รายงานในเดือนธันวาคม 2025 จากฝ่าย Global Research ของธนาคารแย้งว่า "ตลาดบางส่วนกำลังแสดงความไม่มั่นคงที่สอดคล้องกับความเกินเลยในช่วงปลายวัฏจักร" แต่ "กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI หลักๆ ของหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังห่างไกลจากเงื่อนไขที่มักจะมากับจุดพีคของฟองสบู่ที่กำลังจะแตก" ทีมงานเดียวกันนี้คาดการณ์ในมุมมองล่วงหน้าสำหรับปีถัดไปว่า ความกลัวฟองสบู่ AI นั้น "เกินจริง" และรายจ่ายฝ่ายทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังคงก่อตัวขึ้นต่อไปแทนที่จะระเบิดออก
ทีมงาน Return on Investment ของ Reuters ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยให้เหตุผลว่า แม้ "การเฟื่องฟูของรายจ่ายด้านทุน AI ที่นำโดยกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์อาจบดบังความบ้าคลั่งยุคดอตคอม แต่การพังทลายซ้ำรอยปี 2000 นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น" ถึงแม้ว่าความต้องการ AI จะไม่สอดคล้องกับอุปทานก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ระบุในทำนองเดียวกันว่าภาวะขาลงนั้นเป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะพัฒนาไปสู่วิกฤตเชิงระบบ
ในทางตรงข้าม ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีจุดยืนที่ระมัดระวังมากกว่า โดยเตือนในเดือนตุลาคม 2025 ว่ามูลค่าของ AI ที่ "ยืดเยื้อเกินจริง" เสี่ยงต่อการ "ปรับฐานครั้งรุนแรงของตลาด" หากความคาดหวังเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีนี้มองโลกในแง่ดีน้อยลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FPC) ได้เปรียบเทียบกับความคลั่งไคล้ดอตคอมในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 โดยตรง
สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้ยากจะวิเคราะห์เป็นพิเศษก็คือ สถาบันหลายแห่งที่ออกคำเตือนก็ยังคงป้องกันความเสี่ยงการคาดการณ์ของตัวเองด้วยสถานการณ์ขาขึ้นเช่นกัน ตัวชี้วัดความเสี่ยงฟองสบู่ (Bubble Risk Indicator) ของ Bank of America แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากการเก็งกำไรทวีความรุนแรงขึ้น แต่สินทรัพย์ AI หลักยังไม่ได้หลุดลอยออกจากปัจจัยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง ข้อถกเถียงจึงอยู่ที่ว่าการเปรียบเทียบใดเหมาะสมที่สุด ระหว่างช่วงก่อตัวของปี 1997, ช่วงพีคของปี 2000, หรือเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สำหรับนักลงทุนที่กำลังจับตาดูสัญญาณเหล่านี้ มีจุดกดดันหลายจุดที่ควรให้ความสนใจ ส่วนต่างสินเชื่อ (Credit Spreads) ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ตึงตัวเป็นประวัติการณ์ ได้เริ่มขยายกว้างขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี ICE Bank of America US High Yield Index ได้แสดงสัญญาณความตึงเครียดในระยะแรกแล้ว "ดัชนีบัฟเฟตต์" (Buffett Indicator) ซึ่งเป็นอัตราส่วนของมูลค่าตลาดรวมต่อ GDP ได้ทะยานขึ้นแตะระดับ 230% ซึ่งสูงกว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากแนวโน้มระยะยาวถึงสองเท่า เป็นสัญญาณของการประเมินมูลค่าสูงเกินจริงในระดับระบบที่นอกเหนือไปจากแค่ภาคเทคโนโลยี
ท่อส่ง IPO เองก็สร้างความเสี่ยงในเชิงกลไก ขนาดอันมหึมาของการเข้าจดทะเบียนที่กำลังจะเกิดขึ้นหมายถึงการถูกบังคับซื้อจำนวนมากจากกองทุนดัชนี ซึ่งอาจสร้างอุปสงค์เทียมที่สามารถย้อนกลับได้เมื่อหุ้นที่ออกใหม่ถูกดูดซับ หรือเมื่อผู้ลงทุนรายแรกเริ่มต้นเทขายหุ้นในตลาด
ไม่มีสัญญาณใดในนี้ที่การันตีการพังทลาย และการค้า AI ก็แตกต่างจากยุคดอตคอมในหลายประการสำคัญ บริษัท AI ชั้นนำในปัจจุบันเป็นองค์กรที่ทำกำไรได้และมีรายได้จริง ไม่ใช่สตาร์ทอัพเก็งกำไรที่ไม่มีโมเดลธุรกิจ เทคโนโลยีเองก็กำลังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ในหลายอุตสาหกรรมแล้ว แต่สัญญาณเตือนก็มีจำนวนมากพอและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์อย่างน่าขนลุก จนขนาดสถาบันที่มีมุมมองเป็นบวกที่สุดยังแนะนำให้ระมัดระวัง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Bank of America ส่งสัญญาณฉุกเฉิน เมื่อ 7 ใน 10 ตัวชี้วัดตลาดหมีของธนาคารสว่างวาบขึ้นพร้อมกันในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดก่อนตลาดพีคในอดีต นำไปสู่คำแนะนำให้ 'ขายทำกำไร'
Bank of America ส่งสัญญาณฉุกเฉิน เมื่อ 7 ใน 10 ตัวชี้วัดตลาดหมีของธนาคารสว่างวาบขึ้นพร้อมกันในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดก่อนตลาดพีคในอดีต นำไปสู่คำแนะนำให้ 'ขายทำกำไร' คลื่นมหึมา IPO มูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทอย่าง CoreWeave, Databricks, SpaceX และ OpenAI กำลังวิ่งเข้าตลาดหุ้นด้วยความเร็วที่เทียบเคียงได้กับช่วงก่อนฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2000 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008
แม้สัญญาณไฟแดงจะดังสนั่น แต่วงในนักวิเคราะห์กลับแตกคอ บางส่วนชี้ว่ามูลค่าหลักทรัพย์ AI ในปัจจุบันยังห่างไกลจากความบ้าคลั่งของยุคดอตคอม โดยเปรียบเทียบว่าตอนนี้เหมือนปี 1997 มากกว่า ซึ่งอาจหมายความว่าตลาดยังมีเวลาไปต่อไ...