ปัจจุบัน NSAS มีบุคลากรราว 30 คน และมีแผนเพิ่มกำลังคนเป็นประมาณ 2–3 เท่าของขนาดปัจจุบันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตำแหน่งที่ต้องการครอบคลุมทั้งวิศวกรรม กฎหมายและนโยบาย การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเพิ่มทีมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรองรับงานควบคุมดาวเทียมประจำวัน แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ และการช่วยให้การใช้ประโยชน์จากอวกาศเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
เมื่อ NSAS ย้ายไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในช่วงครึ่งแรกถึงกลางปี 2027 หน่วยงานมีแผนจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการภารกิจดาวเทียมระดับชาติแบบหลายหน่วยงาน ศูนย์ดังกล่าวจะรองรับการวางแผนและสั่งงานภารกิจดาวเทียม การเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมในอวกาศ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดระบบการทำงานด้วย คำขอใช้ดาวเทียม ข้อมูลด้านการปฏิบัติการ และการประสานงานที่เกี่ยวข้องจะถูกนำมาไว้ใกล้กันมากขึ้น แทนการทำงานผ่านช่องทางที่แยกขาดจากกัน นอกจากนี้ NSAS ยังมีแผนเชิญหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกันที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่
ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้หน่วยงานรัฐขอภาพถ่ายดาวเทียมและนำข้อมูลภูมิสารสนเทศไปใช้กับงานจริงได้สะดวกขึ้น ตัวอย่างการใช้งานที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ การติดตามสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง การดำเนินงานของท่าเรือ ความมั่นคงทางทะเล การรับมือภัยพิบัติ และการบริหารจัดการด้านความมั่นคงทางอาหาร
ในมุมนี้ ศูนย์ปฏิบัติการจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศกับการตัดสินใจบนพื้นโลก คุณค่าของศูนย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ในการแบ่งปันความต้องการ ตีความข้อมูล และนำข้อมูลไปใช้เป็นข้อมูลเชิงปฏิบัติการได้ทันเวลา
NSAS ยังมีแผนพัฒนาและดำเนินงานด้าน การตระหนักรู้สถานการณ์ในอวกาศ หรือ space situational awareness เพื่อเฝ้าติดตามสภาพแวดล้อมในวงโคจรและช่วยปกป้องทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์ ศูนย์ปฏิบัติการจะช่วยติดตามการเข้าใกล้กันของวัตถุในอวกาศ และประสานงานเมื่อจำเป็นต้องพิจารณาการหลบหลีกเพื่อป้องกันการชนกัน
ความสำคัญของภารกิจนี้เพิ่มขึ้นตามจำนวนวัตถุในวงโคจรที่มากขึ้น รายงานหนึ่งระบุว่าปัจจุบันมีดาวเทียมอยู่ในวงโคจรราว 16,000 ดวง และอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่าภายในปี 2035 พร้อมกับความกังวลเรื่องเศษซากอวกาศและการชนกันที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่การยืนยันสภาพในอนาคต แต่สะท้อนว่าการติดตามดาวเทียมและการประสานงานด้านความปลอดภัยกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
NSAS วางแผนสร้างขีดความสามารถในการทำความเข้าใจและลดผลกระทบจาก สภาพอวกาศรุนแรง ที่อาจส่งผลต่อดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้จึงไม่ได้มีไว้สำหรับบริหารภารกิจตามปกติเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทด้านความยืดหยุ่นของระบบและการใช้ทรัพย์สินในอวกาศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตงานของ NSAS ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดำเนินงานดาวเทียมของภาครัฐ หน่วยงานยังมีหน้าที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจอวกาศ งานวิจัย ฐานบุคลากรที่มีทักษะ และความสัมพันธ์กับพันธมิตรในต่างประเทศ
การขับเคลื่อนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิจัย บริษัทเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่เปิดทางให้กิจกรรมเชิงพาณิชย์เติบโต โดยไม่ลดทอนมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน
NSAS คาดว่าจะมีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบกฎหมายระดับชาติสำหรับกิจกรรมด้านอวกาศ โดยโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจ กับการคุ้มครองความปลอดภัย ความมั่นคง ความยั่งยืน และการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
กรอบกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทและหน่วยงานรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อกิจกรรมในอวกาศมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่มีอยู่ระบุถึงทิศทางและความรับผิดชอบของหน่วยงาน แต่ยังไม่ได้ยืนยันกรอบเวลาสุดท้ายหรือรายละเอียดของกฎหมาย
ปัจจุบันรัฐบาลสิงคโปร์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในดาวเทียมสำรวจโลก 3 ดวงกับ ST Engineering ดาวเทียมเหล่านี้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี 2022 และ 2023 และมีอายุการใช้งานที่คาดไว้ราว 5–9 ปี NSAS จะยังคงดูแลให้ดาวเทียมทำงานต่อไป และจะพิจารณาทดแทนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พร้อมศึกษาการพัฒนากลุ่มดาวเทียมของประเทศเพิ่มเติม
ดาวเทียมรุ่นต่อไปอาจมีขนาดเล็กลงและส่งขึ้นใช้งานหลายดวง แทนการพึ่งพาดาวเทียมขนาดใหญ่เพียงดวงเดียว แนวคิดนี้อาจช่วยให้สังเกตพื้นที่ได้ถี่ขึ้นหรือคุ้มค่ามากขึ้นในบางภารกิจ โดยมีการยกตัวอย่างการใช้งาน เช่น การติดตามการทรุดตัวของพื้นดิน สุขภาพของผืนป่า และการเติบโตของพืชผล
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่านี่เป็นแนวทางที่กำลังศึกษา ไม่ใช่การยืนยันว่าดาวเทียมชุดทดแทนจะใช้รูปแบบดังกล่าวอย่างแน่นอน
การย้ายสำนักงานใหญ่และการเปิดศูนย์ปฏิบัติการจะทำให้ NSAS มีฐานปฏิบัติงานที่รองรับ 3 เป้าหมายที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์จึงไม่ได้มุ่งเพียงการส่งดาวเทียมชุดใหม่ขึ้นไปทดแทนของเดิม แต่กำลังสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” รอบดาวเทียมเหล่านั้น ตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลสำรวจโลกเข้ากับบริการภาครัฐ การยกระดับการรับรู้ความเสี่ยงในวงโคจร ไปจนถึงการสร้างรากฐานเชิงสถาบันให้อุตสาหกรรมอวกาศของประเทศเติบโตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน NSAS มีบุคลากรราว 30 คน และมีแผนเพิ่มกำลังคนเป็นประมาณ 2–3 เท่าของขนาดปัจจุบันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตำแหน่งที่ต้องการครอบคลุมทั้งวิศวกรรม กฎหมายและนโยบาย การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเพิ่มทีมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรองรับงานควบคุมดาวเทียมประจำวัน แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ และการช่วยให้การใช้ประโยชน์จากอวกาศเป็นไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
เมื่อ NSAS ย้ายไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในช่วงครึ่งแรกถึงกลางปี 2027 หน่วยงานมีแผนจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการภารกิจดาวเทียมระดับชาติแบบหลายหน่วยงาน ศูนย์ดังกล่าวจะรองรับการวางแผนและสั่งงานภารกิจดาวเทียม การเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมในอวกาศ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดระบบการทำงานด้วย คำขอใช้ดาวเทียม ข้อมูลด้านการปฏิบัติการ และการประสานงานที่เกี่ยวข้องจะถูกนำมาไว้ใกล้กันมากขึ้น แทนการทำงานผ่านช่องทางที่แยกขาดจากกัน นอกจากนี้ NSAS ยังมีแผนเชิญหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกันที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่
ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้หน่วยงานรัฐขอภาพถ่ายดาวเทียมและนำข้อมูลภูมิสารสนเทศไปใช้กับงานจริงได้สะดวกขึ้น ตัวอย่างการใช้งานที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ การติดตามสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง การดำเนินงานของท่าเรือ ความมั่นคงทางทะเล การรับมือภัยพิบัติ และการบริหารจัดการด้านความมั่นคงทางอาหาร
ในมุมนี้ ศูนย์ปฏิบัติการจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศกับการตัดสินใจบนพื้นโลก คุณค่าของศูนย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ในการแบ่งปันความต้องการ ตีความข้อมูล และนำข้อมูลไปใช้เป็นข้อมูลเชิงปฏิบัติการได้ทันเวลา
NSAS ยังมีแผนพัฒนาและดำเนินงานด้าน การตระหนักรู้สถานการณ์ในอวกาศ หรือ space situational awareness เพื่อเฝ้าติดตามสภาพแวดล้อมในวงโคจรและช่วยปกป้องทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์ ศูนย์ปฏิบัติการจะช่วยติดตามการเข้าใกล้กันของวัตถุในอวกาศ และประสานงานเมื่อจำเป็นต้องพิจารณาการหลบหลีกเพื่อป้องกันการชนกัน
ความสำคัญของภารกิจนี้เพิ่มขึ้นตามจำนวนวัตถุในวงโคจรที่มากขึ้น รายงานหนึ่งระบุว่าปัจจุบันมีดาวเทียมอยู่ในวงโคจรราว 16,000 ดวง และอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่าภายในปี 2035 พร้อมกับความกังวลเรื่องเศษซากอวกาศและการชนกันที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่การยืนยันสภาพในอนาคต แต่สะท้อนว่าการติดตามดาวเทียมและการประสานงานด้านความปลอดภัยกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
NSAS วางแผนสร้างขีดความสามารถในการทำความเข้าใจและลดผลกระทบจาก สภาพอวกาศรุนแรง ที่อาจส่งผลต่อดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้จึงไม่ได้มีไว้สำหรับบริหารภารกิจตามปกติเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทด้านความยืดหยุ่นของระบบและการใช้ทรัพย์สินในอวกาศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตงานของ NSAS ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดำเนินงานดาวเทียมของภาครัฐ หน่วยงานยังมีหน้าที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจอวกาศ งานวิจัย ฐานบุคลากรที่มีทักษะ และความสัมพันธ์กับพันธมิตรในต่างประเทศ
การขับเคลื่อนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิจัย บริษัทเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่เปิดทางให้กิจกรรมเชิงพาณิชย์เติบโต โดยไม่ลดทอนมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน
NSAS คาดว่าจะมีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบกฎหมายระดับชาติสำหรับกิจกรรมด้านอวกาศ โดยโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจ กับการคุ้มครองความปลอดภัย ความมั่นคง ความยั่งยืน และการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
กรอบกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทและหน่วยงานรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อกิจกรรมในอวกาศมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่มีอยู่ระบุถึงทิศทางและความรับผิดชอบของหน่วยงาน แต่ยังไม่ได้ยืนยันกรอบเวลาสุดท้ายหรือรายละเอียดของกฎหมาย
ปัจจุบันรัฐบาลสิงคโปร์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในดาวเทียมสำรวจโลก 3 ดวงกับ ST Engineering ดาวเทียมเหล่านี้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี 2022 และ 2023 และมีอายุการใช้งานที่คาดไว้ราว 5–9 ปี NSAS จะยังคงดูแลให้ดาวเทียมทำงานต่อไป และจะพิจารณาทดแทนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พร้อมศึกษาการพัฒนากลุ่มดาวเทียมของประเทศเพิ่มเติม
ดาวเทียมรุ่นต่อไปอาจมีขนาดเล็กลงและส่งขึ้นใช้งานหลายดวง แทนการพึ่งพาดาวเทียมขนาดใหญ่เพียงดวงเดียว แนวคิดนี้อาจช่วยให้สังเกตพื้นที่ได้ถี่ขึ้นหรือคุ้มค่ามากขึ้นในบางภารกิจ โดยมีการยกตัวอย่างการใช้งาน เช่น การติดตามการทรุดตัวของพื้นดิน สุขภาพของผืนป่า และการเติบโตของพืชผล
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่านี่เป็นแนวทางที่กำลังศึกษา ไม่ใช่การยืนยันว่าดาวเทียมชุดทดแทนจะใช้รูปแบบดังกล่าวอย่างแน่นอน
การย้ายสำนักงานใหญ่และการเปิดศูนย์ปฏิบัติการจะทำให้ NSAS มีฐานปฏิบัติงานที่รองรับ 3 เป้าหมายที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์จึงไม่ได้มุ่งเพียงการส่งดาวเทียมชุดใหม่ขึ้นไปทดแทนของเดิม แต่กำลังสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” รอบดาวเทียมเหล่านั้น ตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลสำรวจโลกเข้ากับบริการภาครัฐ การยกระดับการรับรู้ความเสี่ยงในวงโคจร ไปจนถึงการสร้างรากฐานเชิงสถาบันให้อุตสาหกรรมอวกาศของประเทศเติบโตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น