Vivek Raman ซีอีโอของ Etherealize เรียกกระแสการกลับมาของ Private Blockchain บนวอลล์สตรีทว่าเป็น 'Consortium Chain 2.0' และ 'การแข่งขันแบบถอยหลังลงคลอง' (race to the bottom) โดยชี้ว่าเครือข่ายแบบปิดเหล่านี้ทำให้สภาพคล่... Raman เสนอให้ใช้ Ethereum สาธารณะเป็นเลเยอร์ฐาน (เหมือน HTTP) และเพิ่มระบบยืนยันตัวตนและความเป็น...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the main arguments Vivek Raman, CEO of Etherealize, makes against Wall Street's growing use of private blockchains, what alternativ. Article summary: Here is a concise breakdown of Vivek Raman's position, his proposed alternative, and the broader context.. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not
วอลล์สตรีทกำลังหวนกลับมาให้ความสนใจกับบล็อกเชนส่วนตัว (Private Blockchain) อีกครั้ง — แต่ Vivek Raman ซีอีโอของบริษัท Etherealize ออกมาเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือความผิดพลาดที่จะทำให้สภาพคล่องแตกกระจาย สร้างระบบปิดแบบกำแพงแก้ว (walled gardens) และซ้ำรอยความล้มเหลวของโครงการ Consortium ในอดีต เขาให้เหตุผลว่าหนทางที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียวคือการใช้บล็อกเชนแบบเปิดและสาธารณะอย่าง Ethereum เป็นเลเยอร์ฐาน แล้วค่อยเพิ่มระบบอนุญาต (Permissioning) และความเป็นส่วนตัว (Privacy) ทีหลัง
Raman เรียกกระแสการกลับมาของเครือข่ายแบบปิดที่ต้องได้รับอนุญาต (Permissioned) นี้ว่า "Consortium Chain 2.0" และมองว่ามันกำลังเข้าสู่ "การแข่งขันแบบถอยหลังลงคลอง" (race to the bottom) ข้อโต้แย้งหลักของเขามีสามประการ:
สภาพคล่องที่แตกกระจาย (Fragmented Liquidity) — โครงสร้างแบบปิด (Silos) จะแบ่งเงินทุนออกเป็นส่วนๆ ในเครือข่ายที่เข้ากันไม่ได้ แทนที่จะรวมสภาพคล่องไว้ในตลาดเดียวที่เข้าถึงได้ทั่วโลก แต่ละ Consortium Chain จะกลายเป็นแหล่งรวมของตัวเองที่แยกออกจากกัน ซึ่งเป็นการทำลายประสิทธิภาพที่บล็อกเชนถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้
การสร้างระบบแยกส่วนแบบเดิม — เชนแบบมีรั้วล้อมเหล่านี้ไม่สามารถสื่อสารกันได้ Raman ให้เหตุผลว่าสิ่งนี้กำลังย้อนกลับไปสู่ปัญหา Walled Garden แบบเดิมที่บล็อกเชนควรจะกำจัดให้หมดไป: เครือข่ายที่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
บทเรียนจากอดีต — Raman ชี้ไปที่ความล้มเหลวของโครงการ Consortium ในอดีต อย่าง R3 (ที่เคยมี Goldman Sachs, Morgan Stanley และอื่นๆ ถอนตัว) และ Hyperledger ว่าเป็นหลักฐานว่าเครือข่ายแบบปิดนั้นแทบจะไม่เคยยืนยาวได้
"นี่กำลังจะจบลงด้วยการแข่งขันแบบถอยหลังลงคลองของ Consortium Chains คุณจะเห็น Consortium Chains ต่อสู้กับ Consortium Chains ด้วยกันเอง" — Vivek Raman
Raman เสนอทางเลือกที่ชัดเจน: ใช้บล็อกเชนแบบเปิดและสาธารณะเป็นเลเยอร์ฐาน แล้วค่อยเพิ่มระบบอนุญาต ความเป็นส่วนตัว และการควบคุมการเข้าถึงในเลเยอร์ที่สูงกว่า — ไม่ใช่ฝังไว้ในเครือข่ายโดยตรง
การเปรียบเทียบหลักของเขาคือ Ethereum Mainnet นั้นเหมือนกับ HTTP ซึ่งเป็นรากฐานที่โปร่งใสและไม่ต้องขออนุญาตของอินเทอร์เน็ต ส่วนสถาบันต่างๆ สามารถสร้างฟีเจอร์ที่ต้องมีสิทธิ์และความเป็นส่วนตัวได้ที่ เลเยอร์แอปพลิเคชันหรือบน L2 ซึ่งเปรียบได้กับ HTTPS ที่ทำงานอย่างปลอดภัยบน HTTP
"เราเชื่อมั่นอย่างยิ่ง และเป็นเช่นนั้นเสมอมา ว่าคุณจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่เปิดกว้างและไม่ต้องขออนุญาตเป็นเลเยอร์ฐาน จากนั้นคุณจึงค่อยสร้างระบบอนุญาตทั้งหมดต่อยอดบนนั้นได้" — Vivek Raman
นี่คือหลักการทางสถาปัตยกรรมเบื้องหลัง Etherealize ซึ่งเป็นบริษัทที่ Raman ร่วมก่อตั้งและเป็นซีอีโอ โดยมีเป้าหมายหลักในการเชื่อมต่อการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) เข้ากับ Ethereum บริษัทนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Vitalik Buterin และมูลนิธิ Ethereum
การถกเถียงนี้เป็นหัวใจของทางแยกเชิงกลยุทธ์ที่กำลังเกิดขึ้นในการนำ Blockchain มาใช้ในสถาบันการเงิน:
กระแส Private-Chain — บริษัทการเงินรายใหญ่กำลังสร้างหรือเข้าร่วมเครือข่ายแบบปิด เช่น Canton Network ของ Digital Asset, ARC ของ Circle และ Tempo ของ Stripe Consortium Chains เหล่านี้ให้ความเป็นส่วนตัวในตัวและลดความเสี่ยงของคู่สัญญา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่การเงินกระแสหลักพบว่าน่าสนใจในทันที
กระแสสวนทางของ Public-Chain — ในขณะเดียวกัน BlackRock และผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่อื่นๆ ก็กำลังขยายผลิตภัณฑ์ Tokenized บน Ethereum ซึ่งส่งสัญญาณถึงความต้องการที่แท้จริงสำหรับเลเยอร์การชำระบัญชีแบบเปิดที่สามารถทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังที่เป็นกลางและเข้าถึงได้ทั่วโลก
คำถามสำคัญ — โมเดลไหนจะชนะ? จุดยืนของ Raman คือตลาดจะให้คุณค่ากับ การกระจายศูนย์และการทำงานร่วมกันได้ (Decentralization และ Interoperability) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้บล็อกเชนสาธารณะมีประโยชน์ แต่แนวทางแบบ Consortium ให้ความสำคัญกับ การควบคุมขององค์กรและความเป็นส่วนตัวที่คัดสรรแล้ว Christian Catalini จาก MIT สังเกตว่าการที่ระบบแบบปิดถูกนำไปใช้อย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าสถาบันหลายแห่งอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุดมคติดั้งเดิมของบล็อกเชนมากนัก
ข้อโต้แย้งของ Raman คือเชนสาธารณะอย่าง Ethereum เติบโตเต็มที่พอที่จะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังที่เป็นกลางได้แล้ว — และข้อกำหนดของสถาบันในเรื่องความเป็นส่วนตัวและการควบคุมการเข้าถึงนั้นสามารถตอบสนองได้ผ่านสถาปัตยกรรมแบบเลเยอร์ แทนที่จะเป็นเครือข่ายแบบปิด
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Vivek Raman ซีอีโอของ Etherealize เรียกกระแสการกลับมาของ Private Blockchain บนวอลล์สตรีทว่าเป็น 'Consortium Chain 2.0' และ 'การแข่งขันแบบถอยหลังลงคลอง' (race to the bottom) โดยชี้ว่าเครือข่ายแบบปิดเหล่านี้ทำให้สภาพคล่...
Vivek Raman ซีอีโอของ Etherealize เรียกกระแสการกลับมาของ Private Blockchain บนวอลล์สตรีทว่าเป็น 'Consortium Chain 2.0' และ 'การแข่งขันแบบถอยหลังลงคลอง' (race to the bottom) โดยชี้ว่าเครือข่ายแบบปิดเหล่านี้ทำให้สภาพคล่... Raman เสนอให้ใช้ Ethereum สาธารณะเป็นเลเยอร์ฐาน (เหมือน HTTP) และเพิ่มระบบยืนยันตัวตนและความเป็นส่วนตัวที่เลเยอร์แอปพลิเคชันหรือ L2 (เหมือน HTTPS) แทนที่จะฝังข้อจำกัดไว้ในเครือข่ายโดยตรง
ประเด็นนี้กำลังเป็นทางแยกสำคัญสำหรับการนำ Blockchain มาใช้ในสถาบันการเงิน: BlackRock กำลังขยายผลิตภัณฑ์ Tokenized บน Ethereum ในขณะที่บริษัทอย่าง Digital Asset, Circle และ Stripe หันไปสร้าง Consortium Chain — คำถามคือ...