ข้อควรทราบ: ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้ยังคงเป็นข่าวลือ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Apple รายละเอียดที่แน่นอนจะเปิดเผยเมื่อ Apple จัดงานเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน 2026 ที่คาดการณ์ไว้เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น สี Dark Cherry ซึ่งเป็นเฉดสีแดงไวน์เข้ม ที่ปรากฏในรูปภาพของ Dummy Unit และชิ้นส่วนต่างๆ ที่หลุดออกมา สีนี้ถูกอธิบายว่าออกไปทางสีแดงเข้มอมม่วง มากกว่าสีแดงสดแบบ Product(RED) ที่ Apple เคยใช้กับ iPhone รุ่นปกติมาก่อนหน้านี้ Mark Gurman จาก Bloomberg รายงานว่า Apple กำลังทดสอบสีแดงเข้มสำหรับไลน์อัป Pro
สี Dark Cherry จะมาแทนที่สี Cosmic Orange และ Deep Blue จากรุ่น iPhone 17 Pro และจะมาพร้อมกับอีกสามสีที่รายงานจากหลายแหล่ง ได้แก่ Light Blue, Silver (หรือ Dark Gray) และ Black แม้ว่าชื่อสีจะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรายงาน แต่การมีสีแดงไวน์ Dark Cherry นี้เป็นข้อมูลที่สอดคล้องกันมากที่สุด
อัปเกรดกล้องที่สำคัญที่สุดในรุ่น iPhone 18 Pro คือ กล้องหลัก 48MP ที่มาพร้อมระบบปรับรูรับแสงแบบกลไก (Mechanical Variable Aperture) นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะจะมาแทนที่รูรับแสงคงที่ f/1.78 ที่ Apple ใช้มาตั้งแต่ iPhone 14 Pro ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับรูรับแสงให้แคบลง (เช่น f/2.4 หรือ f/2.8) เพื่อเพิ่มระยะชัดลึกและควบคุมปริมาณแสงที่เข้าเซ็นเซอร์ได้ดีขึ้น
นักวิเคราะห์ Ming-Chi Kuo รายงานตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ว่า iPhone 18 Pro ทั้งสองรุ่นจะได้รับฟีเจอร์นี้ ซึ่งแต่เดิม Apple เคยวางแผนให้กับ iPhone 17 Pro แต่ได้เลื่อนออกมา และล่าสุดในเดือนเมษายน 2026 ก็มีรายงานว่าซัพพลายเออร์已经开始ผลิตชิ้นส่วนกลไก Iris Blade สำหรับกล้องนี้แล้ว โดย Sunny Optical จะผลิตชิ้นส่วน Actuator ขณะที่ LG Innotek เตรียมเริ่มประกอบโมดูลกล้อง นอกจากนี้กล้องหน้า (Selfie) ก็มีข่าวว่าจะได้รับการอัปเกรดเป็น 24MP เช่นกัน
ในด้านประสิทธิภาพ iPhone 18 Pro คาดว่าจะมาพร้อมกับ ชิป A20 Pro ที่ผลิตด้วยขบวนการ 2nm ของ TSMC ซึ่งจะเป็นชิปสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ Apple ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยมีรายงานว่าประสิทธิภาพโดยรวมจะเร็วขึ้นประมาณ 15% และประหยัดพลังงานมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับชิป A19 Pro ในรุ่นปัจจุบัน นอกจากนี้ RAM ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 12 GB
iPhone 18 Pro ถูกคาดหวังอย่างสูงว่าจะเป็นรุ่นแรกที่ใช้ โมเด็ม C2 5G ที่ Apple ออกแบบเอง สำหรับรุ่นที่ขายในต่างประเทศ แม้ว่ารุ่นสหรัฐอเมริกาอาจยังคงใช้โมเด็ม Qualcomm เพื่อรองรับ mmWave โมเด็ม C2 คาดว่าจะมาพร้อม ความสามารถด้านการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจขยายขอบเขตการใช้งานเกินกว่าฟีเจอร์ฉุกเฉิน (Emergency SOS) ในรุ่น iPhone 17 ไปสู่การใช้งานทั่วไป เช่น การท่องเว็บ นอกจากนี้ยังมีข่าวถึง ชิป N2 แยกต่างหากสำหรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6+ อีกด้วย
สำนักข่าวหลายแห่งทั้ง 9to5Mac, Forbes, MacRumors, India Today และ Yanko Design รายงานว่า Apple กำลังจะเปลี่ยนกลยุทธ์การเปิดตัว iPhone แบบเดิมครั้งใหญ่ :
นั่นหมายความว่ามันจะเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ iPhone ที่งานเปิดตัวในเดือนกันยายนจะไม่มีรุ่นที่ไม่ได้เป็น Pro เปิดตัว ซึ่งทำให้ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้น (ราคาประมาณ 1,099 ดอลลาร์ฯ) จะเป็น iPhone ใหม่ที่ถูกที่สุดที่คุณสามารถหาซื้อได้ในเดือนกันยายน 2026 เลยทีเดียว
ข่าวลือหลายชิ้นชี้ว่าราคาของรุ่น Pro จะปรับสูงขึ้น:
| รุ่น | ราคาที่คาดการณ์ |
|---|---|
| iPhone 18 Pro | ~1,200 ดอลลาร์ฯ (จากเดิม $1,099) |
| iPhone 18 Pro Max | ~1,400 ดอลลาร์ฯ (จากเดิม $1,199) |
| iPhone แบบพับได้ (Ultra) | อาจสูงถึง $2,000–$2,500 |
สาเหตุหลักมาจากต้นทุนของชิป 2nm, ฮาร์ดแวร์กล้องรูรับแสงแปรผัน, และโมเด็ม C2 ใหม่
หากข่าวลือทั้งหมดเป็นจริง iPhone 18 Pro จะเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญในรอบหลายปี ทั้งชิป 2nm, กล้องหลังแบบปรับรูรับแสงได้แบบกลไก, โมเด็ม C2 ที่ Apple ออกแบบเอง, สี Dark Cherry ใหม่, แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น, และกลยุทธ์การเปิดตัวที่พลิกโฉมวงการ iPhone ไปเลย โดยที่ iPhone 18 รุ่นธรรมดาจะไม่มีขายในปี 2026 สิ่งที่แลกมากับการอัปเกรดครั้งนี้ก็คือราคาที่อาจสูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อนๆ คิดว่ายังคุ้มที่จะรอซื้อหรือเปล่าครับ?