ในวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 30-31 กรกฎาคม 2026 คลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้หลั่งไหลเข้าสู่เซวตา ส่วนใหญ่ข้ามมาทางทะเลโดยใช้ห่วงยางหรือว่ายน้ำอ้อมแนวกันคลื่นบริเวณหาดตาราฆาล (Tarajal beach) ขณะที่บางส่วนปีนข้ามรั้วพรมแดน ทางการสเปนรายงานว่ามีผู้อพยพเข้ามาประมาณ 49,000 คนในวันแรกเพียงวันเดียว ตัวเลขประมาณการสุดท้ายสูงถึง 72,000 คนภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งมากกว่าประชากรของเซวตาทั้งเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 84,000 คนเสียอีก
ภายใน 48 ชั่วโมง กองทัพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสเปนสามารถส่งตัวผู้คนประมาณ 70,000 คนกลับไปยังโมร็อกโกได้ แต่มีผู้เยาว์ประมาณ 1,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ยังคงติดค้างอยู่ในเซวตาโดยไร้ครอบครัว
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เป็นที่โต้แย้ง ทางการสเปนรายงานว่าพบศพอย่างน้อย 72 ราย ณ วันที่ 2 สิงหาคม และยังคงพบศพเพิ่มเติมตามแนวชายฝั่งของโมร็อกโก ผู้อพยพจำนวนมากจมน้ำเสียชีวิต ขณะที่บางคนถูกทับเสียชีวิตขณะพยายามปีนแนวกันคลื่นและรั้วพรมแดน
กระทรวงมหาดไทยของโมร็อกโกรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่ามากที่ 11 ราย โดยระบุว่าเป็นเพียงผู้เสียชีวิตที่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนอย่างเป็นทางการในฝั่งของตน สื่อท้องถิ่นบางแห่งของสเปนและโมร็อกโกรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ราย แม้ตัวเลขนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันในวงกว้าง สมาคมสิทธิมนุษยชนโมร็อกโก (AMDH) เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระ โดยประเมินว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจใกล้เคียง 130 รายเมื่อรวมผู้ที่ยังสูญหายอีกหลายสิบคน
สาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ทางการเมืองหรือนโยบายใดๆ แต่เป็นปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน (disinformation) ที่ถูกขยายผลผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นระบบ ในช่วงวันก่อนการอพยพ โพสต์บน Instagram ได้แพร่กระจายข่าวเท็จว่าพรมแดนสเปนกับโมร็อกโกกำลังจะเปิด คลิปวิดีโอบน TikTok และ Facebook แสดงให้เห็นจุดที่ควรว่ายน้ำและติดตามการเคลื่อนไหวของหน่วยยามฝั่ง ทำให้เกิดความเชื่อว่ามีเส้นทางที่ปลอดภัยและง่ายสู่ยุโรปในทันที เครือข่ายเพจที่ถูกประสานงานกัน เช่น เพจ "Hagra sueta 26" ซึ่งมีผู้ติดตามบน Facebook ประมาณ 38,000 คน และบน Instagram 80,000 คน ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ข้ามพรมแดนทุกวัน และชี้นำผู้ติดตามไปยังกลุ่ม WhatsApp ที่จัดเตรียมการเดินทางร่วมกัน
สโลแกนที่กลายเป็นไวรัล คือ "Vamos a Spania" (ไปสเปนกันเถอะ) แพร่กระจายไปทั่วแพลตฟอร์ม ผู้ลักลอบนำพาคนเข้าเมืองใช้ประโยชน์จากคำตัดสินของศาลฎีกาสเปนในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ตัดสินว่า ผู้อพยพที่ว่ายน้ำเข้าเซวตาไม่สามารถถูกส่งกลับโดยสรุปได้ โดยตีความคำตัดสินนี้ผิดว่าเป็นการเชิญชวนให้เปิดพรมแดน
สหภาพยุโรปสรุปว่าข้อมูลบิดเบือนบนโซเชียลมีเดียและเครือข่ายค้ามนุษย์เป็นสาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้
แพลตฟอร์มเดียวกับที่ผลักดันให้เกิดการอพยพได้เปลี่ยนบทบาทของตนในทันทีหลังเกิดวิกฤต บิดามารดาหลั่งไหลลง Instagram, Facebook และ TikTok พร้อมรูปถ่ายและชื่อของบุตรที่สูญหาย เปลี่ยนแพลตฟอร์มเหล่านี้ให้เป็น "ป้ายประกาศดิจิทัล" สำหรับผู้สูญหาย เพจข่าวท้องถิ่นโมร็อกโกอย่าง Tetouan Tube ได้โพสต์รูปภาพของเยาวชนที่สูญหายและขอให้ผู้พบเห็นแจ้งเบาะแส
ที่จุดผ่านแดนในเมืองฟนีเดก (Fnideq) ครอบครัวต่างๆ ยืนถือรูปถ่ายของญาติที่สูญหาย และหยุดถามผู้อพยพที่กำลังเดินทางกลับทีละคน: "คุณเห็นลูกชายของฉันไหม? ลูกสาวของฉัน? น้องชายของฉัน?" หน่วยยามฝั่งสเปน (Civil Guard) ได้เปิดสำนักงานค้นหาผู้สูญหายที่ด่านศุลกากรเซวตา และให้ที่อยู่อีเมลสำหรับรายงานผู้สูญหาย
บริการงานศพในเซวตาได้รับโทรศัพท์หลายร้อยสายจากโมร็อกโก ครอบครัวพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อตามหาผู้เสียชีวิตจากศพนิรนาม
ตัวเลขเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของปัจเจกบุคคล :
วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นภาระทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีอาซิซ อาคานนุช (Aziz Akhannouch) แห่งโมร็อกโก ในขณะที่ผู้คนหลายหมื่นกำลังข้ามพรมแดนและครอบครัวอีกนับร้อยกำลังตามหาบุตรหลานที่สูญหาย อาคานนุชกลับเดินทางไปพักร้อนส่วนตัวที่เกาะมายอร์ก้า (Mallorca) ของสเปนในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม โดยไม่ได้ออกแถลงการณ์ใดๆ ต่อสาธารณะเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ เขากลับมายังโมร็อกโก 48 ชั่วโมงต่อมาหลังจากข่าวการเดินทางของเขารั่วไหล
อับเดลิลาห์ เบนกีราน (Abdelilah Benkirane) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านจัสติสแอนด์ดีเวลลอปเมนต์ (PJD) วิจารณ์อาคานนุชอย่างรุนแรงที่ไปเที่ยวพักผ่อนในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง "มารดากำลังตามหาลูกของพวกเขา...และอาจานุชกำลังบินเจ็ตส่วนตัวไปมายอร์ก้า" เว็บไซต์ข่าวการเมืองโมร็อกโกเขียน
ในที่สุดรัฐบาลโมร็อกโกก็ทำลายความเงียบ แต่ไม่ใช่นายกฯ อาคานนุชที่เป็นผู้พูด โฆษกกระทรวงมหาดไทยได้แถลงทางโทรทัศน์ต่อประเทศในวันอาทิตย์ ตามมาด้วยแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศในวันถัดมา กระทรวงดังกล่าวโทษวิกฤตนี้ว่าเกิดจาก "การแสวงหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมุ่งร้าย" เครือข่ายค้ามนุษย์ และความสับสนจากคำตัดสินของศาลสเปน
วิกฤตครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปยังเมืองหลวงของยุโรป กลุ่มต่อต้านผู้อพยพฝ่ายขวาจัดจัดชุมนุมในเซวตาในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม เรียกร้องให้ขับไล่ผู้อพยพที่เหลือทั้งหมด พรรคการเมืองฝ่ายขวาและขวาจัดทั่วทั้งยุโรปใช้เหตุการณ์นี้เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมพรมแดนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น จอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) นายกรัฐมนตรีอิตาลี ข่มขู่ว่าจะผลักดันให้สเปนถูกพักการเป็นสมาชิกเขตเชงเกน (Schengen Area)
วิกฤตครั้งนี้ยังทำให้ความตึงเครียดที่สั่งสมมายาวนานระหว่างมาดริดและราบัตเกี่ยวกับสถานะของเซวตากลับมาปะทุอีกครั้ง โดยโมร็อกโกอ้างสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้