อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการเจรจาติดขัดจากความกังวลเรื่องต้นทุน ความเห็นต่างเกี่ยวกับอำนาจควบคุม และเงื่อนไขในตลาดสินเชื่อที่ไม่เอื้ออำนวย เมื่อข่าวการยุติการเจรจาแพร่ออกมา หุ้น SoftBank ในตลาดโตเกียวร่วงเกือบ 5%
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า การยุติแผนซื้อกิจการทั้งหมดทำให้แผนโครงสร้างพื้นฐานของ Stargate อยู่ในภาวะไม่แน่นอน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิง และหันไปสำรวจทางเลือกอย่างการเป็นพันธมิตร การลงทุนบางส่วน หรือการตั้งบริษัทร่วมทุนขนาดเล็กแทน
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา SoftBank ก็พบช่องทางใหม่ในการเข้าถึงธุรกิจของ Switch โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทลงนามซื้อ DigitalBridge Group ด้วยมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์
DigitalBridge เป็นบริษัทไพรเวตอิควิตี้ที่มีพอร์ตการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรวมถึง Switch, DataBank และ Vantage Data Centers การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ SoftBank มีความเชื่อมโยงกับ Switch ทางอ้อม โดยไม่ต้องรับภาระราคาและความซับซ้อนของการซื้อ Switch ทั้งบริษัท
เบื้องหลังดีลนี้คือการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดระลอกหนึ่งของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ Morgan Stanley และ Moody’s Ratings ประเมินว่า การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่จำเป็นต่อยุค AI อาจต้องใช้เงินทุนมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์
เฉพาะปี 2025 บริษัทและโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เข้าถึงตลาดตราสารหนี้อย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เนื่องจากมีธุรกรรมภาคเอกชนจำนวนมากที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ธนาคารขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาททั้งการจัดโครงสร้างตราสารหนี้และการทำ securitization หรือการนำกระแสรายได้และสินทรัพย์มารวมเป็นหลักทรัพย์เพื่อขายให้นักลงทุน ขณะที่ธนาคารขนาดเล็กเข้าร่วมผ่านเงินกู้ร่วมและวงเงินสินเชื่อสำหรับโครงการขนาดย่อมกว่า
S&P Global ประเมินว่า ผู้ให้กู้ให้คำมั่นวงเงินสินเชื่อสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2025 รวม 121,910 ล้านดอลลาร์
Switch เป็นตัวอย่างชัดเจนของการขยายธุรกิจที่อาศัยตลาดหนี้ บริษัทออก ตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Securities หรือ ABS) โดยใช้การดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหลักประกัน การระดมทุนสำคัญประกอบด้วย
ตราสารหนี้เหล่านี้ให้ผลตอบแทนราว 5% และมีอสังหาริมทรัพย์ของดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าประเมินประมาณ 4,700 ล้านดอลลาร์เป็นหลักประกัน ซึ่งช่วยสร้างส่วนเผื่อมูลค่าให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ Switch ยังได้รับวงเงินหนังสือค้ำประกันแบบร่วมกัน (syndicated letter of credit) มูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026
ใจกลางของเรื่องนี้คือ Rob Roy ผู้ก่อตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานบอร์ดของ Switch เขาก่อตั้งบริษัทในปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมกำลังขยายตัว
Switch มีสำนักงานใหญ่ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา และเติบโตจากการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะของ Roy เขาพัฒนาคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณามากกว่า 950 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบระบายความร้อน การกระจายพลังงาน ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ
ผลงานสำคัญระยะแรกคือดาต้าเซ็นเตอร์ SUPERNAP ที่ออกแบบในปี 2006 โดยใช้ระบบระบายความร้อนแบบผสมระหว่างอากาศและของเหลว ซึ่งเกิดขึ้นเกือบสองทศวรรษก่อนกระแส AI จะทำให้ความหนาแน่นของการประมวลผลกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน Switch กำลังผลักดันแพลตฟอร์ม EVO AI Factories ซึ่งออกแบบมาสำหรับงาน AI ที่ใช้ทรัพยากรและความหนาแน่นในการประมวลผลสูง Roy ยังได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้นำ 100 คนของ Data Centre Magazine ประจำปี 2026 จากผลงานด้านประสิทธิภาพพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์แบบ carrier-neutral หรือศูนย์ที่เปิดให้ผู้ให้บริการเครือข่ายหลายรายเข้าถึงได้
ทีมผู้บริหารหลักของ Switch ยังประกอบด้วย Gabe Nacht ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน, Thomas Morton ประธานบริษัท และ Eddie Schutter กับ Quinn Pauly ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี
Switch วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI คลาวด์ และองค์กรธุรกิจ ลูกค้าครอบคลุมบริษัทในกลุ่ม Fortune 1000 ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ และ hyperscaler ซึ่งหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระดับมหาศาล
รายชื่อลูกค้าทั้งหมดไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่บริการของ Switch มุ่งไปที่องค์กรขนาดใหญ่ซึ่งต้องการ colocation หรือการเช่าพื้นที่และระบบในดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงบริการ build-to-suit ที่สร้างศูนย์ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า
ลูกค้าที่เคยมีการระบุชื่อ ได้แก่ Amazon Web Services, eBay และ Intel นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2026 Switch และ Midco ยังประกาศข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมหลายรัฐ เพื่อวางเครือข่ายออปติคัลความเร็ว 400G ที่มีความจุรวม 200 Tbps โดยใช้โซลูชันของ Nokia เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในรัฐนอร์ทดาโคตา
ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Switch ยังเคยได้รับการรับรองในโครงการ NVIDIA DGX-Ready ทำให้ลูกค้าที่ใช้ระบบประมวลผล AI ของ NVIDIA สามารถนำระบบไปติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่รองรับงานความหนาแน่นสูงของ Switch ได้ง่ายขึ้น
มูลค่าของ Switch สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมโดยรวม ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์สวิตช์ทั่วโลกถูกประเมินว่ามีมูลค่า 19,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 27,600 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 5.3%
อเมริกาเหนือยังเป็นตลาดหลัก โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ hyperscaler รายใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft, Google และ Meta ซึ่งรวมกันมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
ตัวเลขเหล่านี้อธิบายว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีระบบประหยัดพลังงาน รองรับการประมวลผลความหนาแน่นสูง และขยายสเกลได้ จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสายตาของนักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยี
แม้ SoftBank จะไม่ได้เข้าซื้อ Switch ด้วยเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับย้ำตำแหน่งของ Switch ในใจกลางการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI
ในอีกด้านหนึ่ง การล่มของดีลยังสะท้อนว่าการสร้าง “โรงงาน AI” ไม่ได้มีเพียงเรื่องชิปหรือโมเดลภาษาเท่านั้น แต่ต้องอาศัยที่ดิน พลังงาน ระบบระบายความร้อน เครือข่าย และเงินทุนจำนวนมหาศาล เมื่อทุกองค์ประกอบมีต้นทุนสูงขึ้น การตัดสินใจซื้อกิจการระดับหมื่นล้านดอลลาร์จึงต้องแลกกับความเสี่ยงด้านหนี้ อำนาจควบคุม และสภาวะตลาดการเงินไปพร้อมกัน
สุดท้าย SoftBank อาจไม่ได้ครอบครอง Switch โดยตรง แต่ยังคงมีช่องทางเข้าถึงธุรกิจผ่าน DigitalBridge ขณะที่ Switch ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมตลาดทุนโลกและอนาคตของการประมวลผล
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการเจรจาติดขัดจากความกังวลเรื่องต้นทุน ความเห็นต่างเกี่ยวกับอำนาจควบคุม และเงื่อนไขในตลาดสินเชื่อที่ไม่เอื้ออำนวย เมื่อข่าวการยุติการเจรจาแพร่ออกมา หุ้น SoftBank ในตลาดโตเกียวร่วงเกือบ 5%
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า การยุติแผนซื้อกิจการทั้งหมดทำให้แผนโครงสร้างพื้นฐานของ Stargate อยู่ในภาวะไม่แน่นอน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิง และหันไปสำรวจทางเลือกอย่างการเป็นพันธมิตร การลงทุนบางส่วน หรือการตั้งบริษัทร่วมทุนขนาดเล็กแทน
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา SoftBank ก็พบช่องทางใหม่ในการเข้าถึงธุรกิจของ Switch โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทลงนามซื้อ DigitalBridge Group ด้วยมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์
DigitalBridge เป็นบริษัทไพรเวตอิควิตี้ที่มีพอร์ตการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งรวมถึง Switch, DataBank และ Vantage Data Centers การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ SoftBank มีความเชื่อมโยงกับ Switch ทางอ้อม โดยไม่ต้องรับภาระราคาและความซับซ้อนของการซื้อ Switch ทั้งบริษัท
เบื้องหลังดีลนี้คือการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดระลอกหนึ่งของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ Morgan Stanley และ Moody’s Ratings ประเมินว่า การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่จำเป็นต่อยุค AI อาจต้องใช้เงินทุนมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์
เฉพาะปี 2025 บริษัทและโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เข้าถึงตลาดตราสารหนี้อย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เนื่องจากมีธุรกรรมภาคเอกชนจำนวนมากที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ธนาคารขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาททั้งการจัดโครงสร้างตราสารหนี้และการทำ securitization หรือการนำกระแสรายได้และสินทรัพย์มารวมเป็นหลักทรัพย์เพื่อขายให้นักลงทุน ขณะที่ธนาคารขนาดเล็กเข้าร่วมผ่านเงินกู้ร่วมและวงเงินสินเชื่อสำหรับโครงการขนาดย่อมกว่า
S&P Global ประเมินว่า ผู้ให้กู้ให้คำมั่นวงเงินสินเชื่อสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2025 รวม 121,910 ล้านดอลลาร์
Switch เป็นตัวอย่างชัดเจนของการขยายธุรกิจที่อาศัยตลาดหนี้ บริษัทออก ตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Securities หรือ ABS) โดยใช้การดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหลักประกัน การระดมทุนสำคัญประกอบด้วย
ตราสารหนี้เหล่านี้ให้ผลตอบแทนราว 5% และมีอสังหาริมทรัพย์ของดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าประเมินประมาณ 4,700 ล้านดอลลาร์เป็นหลักประกัน ซึ่งช่วยสร้างส่วนเผื่อมูลค่าให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ Switch ยังได้รับวงเงินหนังสือค้ำประกันแบบร่วมกัน (syndicated letter of credit) มูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026
ใจกลางของเรื่องนี้คือ Rob Roy ผู้ก่อตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานบอร์ดของ Switch เขาก่อตั้งบริษัทในปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมกำลังขยายตัว
Switch มีสำนักงานใหญ่ในลาสเวกัส รัฐเนวาดา และเติบโตจากการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์เฉพาะของ Roy เขาพัฒนาคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณามากกว่า 950 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบระบายความร้อน การกระจายพลังงาน ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ
ผลงานสำคัญระยะแรกคือดาต้าเซ็นเตอร์ SUPERNAP ที่ออกแบบในปี 2006 โดยใช้ระบบระบายความร้อนแบบผสมระหว่างอากาศและของเหลว ซึ่งเกิดขึ้นเกือบสองทศวรรษก่อนกระแส AI จะทำให้ความหนาแน่นของการประมวลผลกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน Switch กำลังผลักดันแพลตฟอร์ม EVO AI Factories ซึ่งออกแบบมาสำหรับงาน AI ที่ใช้ทรัพยากรและความหนาแน่นในการประมวลผลสูง Roy ยังได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้นำ 100 คนของ Data Centre Magazine ประจำปี 2026 จากผลงานด้านประสิทธิภาพพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์แบบ carrier-neutral หรือศูนย์ที่เปิดให้ผู้ให้บริการเครือข่ายหลายรายเข้าถึงได้
ทีมผู้บริหารหลักของ Switch ยังประกอบด้วย Gabe Nacht ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน, Thomas Morton ประธานบริษัท และ Eddie Schutter กับ Quinn Pauly ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี
Switch วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI คลาวด์ และองค์กรธุรกิจ ลูกค้าครอบคลุมบริษัทในกลุ่ม Fortune 1000 ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ และ hyperscaler ซึ่งหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระดับมหาศาล
รายชื่อลูกค้าทั้งหมดไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่บริการของ Switch มุ่งไปที่องค์กรขนาดใหญ่ซึ่งต้องการ colocation หรือการเช่าพื้นที่และระบบในดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงบริการ build-to-suit ที่สร้างศูนย์ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า
ลูกค้าที่เคยมีการระบุชื่อ ได้แก่ Amazon Web Services, eBay และ Intel นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2026 Switch และ Midco ยังประกาศข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมหลายรัฐ เพื่อวางเครือข่ายออปติคัลความเร็ว 400G ที่มีความจุรวม 200 Tbps โดยใช้โซลูชันของ Nokia เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในรัฐนอร์ทดาโคตา
ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Switch ยังเคยได้รับการรับรองในโครงการ NVIDIA DGX-Ready ทำให้ลูกค้าที่ใช้ระบบประมวลผล AI ของ NVIDIA สามารถนำระบบไปติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่รองรับงานความหนาแน่นสูงของ Switch ได้ง่ายขึ้น
มูลค่าของ Switch สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมโดยรวม ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์สวิตช์ทั่วโลกถูกประเมินว่ามีมูลค่า 19,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 27,600 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 5.3%
อเมริกาเหนือยังเป็นตลาดหลัก โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ hyperscaler รายใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft, Google และ Meta ซึ่งรวมกันมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
ตัวเลขเหล่านี้อธิบายว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีระบบประหยัดพลังงาน รองรับการประมวลผลความหนาแน่นสูง และขยายสเกลได้ จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสายตาของนักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยี
แม้ SoftBank จะไม่ได้เข้าซื้อ Switch ด้วยเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับย้ำตำแหน่งของ Switch ในใจกลางการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI
ในอีกด้านหนึ่ง การล่มของดีลยังสะท้อนว่าการสร้าง “โรงงาน AI” ไม่ได้มีเพียงเรื่องชิปหรือโมเดลภาษาเท่านั้น แต่ต้องอาศัยที่ดิน พลังงาน ระบบระบายความร้อน เครือข่าย และเงินทุนจำนวนมหาศาล เมื่อทุกองค์ประกอบมีต้นทุนสูงขึ้น การตัดสินใจซื้อกิจการระดับหมื่นล้านดอลลาร์จึงต้องแลกกับความเสี่ยงด้านหนี้ อำนาจควบคุม และสภาวะตลาดการเงินไปพร้อมกัน
สุดท้าย SoftBank อาจไม่ได้ครอบครอง Switch โดยตรง แต่ยังคงมีช่องทางเข้าถึงธุรกิจผ่าน DigitalBridge ขณะที่ Switch ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมตลาดทุนโลกและอนาคตของการประมวลผล