MiniMax เปิดตัวโมเดล open weight M3 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2026 อ้างคะแนน SWE Bench Pro 59.0% เหนือ GPT 5.5 และ Gemini 3.1 Pro แต่ราคาหุ้นจากที่เปิดบวก 5% กลับปิดลบ 15.7% หลังนักลงทุนเทขายทำกำไร [2][8][26] M3 เป็นโมเดล open weight ตัวแรกที่รวมความสามารถระดับ前沿 3 อย่างในหนึ่งเดียว ทั้งโค้ด, บริบท 1 ล้านโทเค็น และมัลติโห...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key details of MiniMax's M3 model launch, including its architecture, benchmark claims against GPT-5.5 and Gemini 3.1 Pro, nati. Article summary: MiniMax officially launched its next-generation M3 large model on June 1, 2026, positioning it as the first open-weight model to combine frontier-level coding, a 1-million-token context window, and native multimodality i. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "3. GPT-5.5 vs Gemini 3.1 Pro Benchmarks. * The right choice depends on your latency requirements, budget, and task type. * Eden AI offers a free tier with access to multiple AI pro" source context "GPT-5.5 vs Gemini 3.1 Pro Benchmarks - Eden AI" Reference image 2: visual subject "3. GPT-5.5 vs Gemini 3.1 Pro Benc
การเปิดตัวโมเดล M3 ของ MiniMax ในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 เป็นเหตุการณ์ที่ครบเครื่องในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการเป็นก้าวกระโดดทางเทคนิค, ตัวเร่งปฏิกิริยาทางการตลาด และการยั่วยุเชิงกลยุทธ์ มันถูกออกแบบมาไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เพื่อเขียนกฎใหม่ของการแข่งขัน AI ในโลกของโมเดลแบบโอเพ่นเวท
หัวใจสำคัญของ M3 คือ MiniMax Sparse Attention (MSA) ซึ่งเป็นกลไกการประมวลผล (Attention Mechanism) แบบเบาบาง (Sparse) ที่ถูกพัฒนาและจดสิทธิบัตรโดย MiniMax เอง โดยก่อนหน้านี้เคยถูกพับเก็บไปในช่วงพัฒนาโมเดลตระกูล M2 การนำมันกลับมาปัดฝุ่นและปรับปรุงใหม่ส่งผลให้บริษัทอ้างว่า MSA สามารถลดความต้องการด้านการคำนวณลงเหลือเพียง หนึ่งในยี่สิบส่วน ของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม (Dense Attention) ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อโทเค็น (Token) และเพิ่มความเร็วในการประมวลผลได้อย่างมหาศาล
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ที่บริบทความยาว 1 ล้านโทเค็น (1M Token) M3 มีความเร็วในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลนำเข้า (Prefill) เร็วกว่าเดิมประมาณ 9.7 เท่า และขั้นตอนการถอดรหัสข้อมูล (Decoding) เร็วกว่าเดิมถึง 15.6 เท่า เมื่อเทียบกับ M2.7 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้า หน้าต่างบริบทที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นพี่ถึง 5 เท่านี้
เพียงพอที่จะเก็บโค้ดโปรเจกต์ทั้งหมดหรือคลังเอกสารขนาดใหญ่ไว้ในหน่วยความจำได้ในคราวเดียว
MiniMax จงใจออกแบบให้ M3 เป็นโมเดลพื้นฐาน (Foundation Model) แบบรวมศูนย์ แทนที่จะเป็นชุดขององค์ประกอบเฉพาะทาง สถาปัตยกรรมนี้รองรับการทำงานแบบมัลติโหมด (Natively Multimodal) ได้ตั้งแต่กำเนิด หมายความว่าโมเดลสามารถรับและประมวลผลข้อความ รูปภาพ และวิดีโอได้โดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยระบบเสริมอื่นๆ มาติดตั้งเพิ่มทีหลัง การผสานรวมนี้ยังครอบคลุมถึงความสามารถในการควบคุมเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สร้างความแตกต่างจากโมเดลอื่นๆ ที่มักจะเพิ่มความสามารถด้านนี้เป็นแค่เลเยอร์ interface แบบสำเร็จรูป
ทั้งนี้ จำนวนพารามิเตอร์ (Parameter) ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งเป็นกลยุทธ์การละเลยเชิงกลยุทธ์ที่ห้องทดลอง AI แถวหน้าของจีนหลายแห่งในปัจจุบันนิยมใช้ในการแข่งขันในตลาดโอเพ่นเวท
MiniMax ทุ่มเดิมพันความน่าเชื่อถือของตัวเองไว้กับผลคะแนนบนตารางจัดอันดับสาธารณะ โดยอ้างว่า M3 มีประสิทธิภาพเหนือกว่า GPT-5.5 และ Gemini 3.1 Pro บนมาตรฐานวัดผลหลักๆ สำหรับงานวิศวกรรมและงานที่ต้องใช้เอเจนต์ (Agentic Tasks) ดังนี้:
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับตัวเลขเหล่านี้ คือผลลัพธ์หลายรายการถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานของ MiniMax เอง โดยใช้ซอฟต์แวร์เสริม (Agent-Specific Scaffolding) และในวันที่เปิดตัว ยังไม่มีการเผยแพร่การตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ โดยบริษัทให้คำมั่นว่าจะเปิดเผยค่าน้ำหนักของโมเดล (Open Weights) และรายงานทางเทคนิคฉบับเต็มภายในเวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถทำการทดสอบซ้ำและท้าทายผลลัพธ์เหล่านี้ได้
MiniMax ได้แนะนำโครงสร้างการสมัครสมาชิก 3 ระดับ สำหรับการเข้าถึง M3 ที่เรียกว่า Token Plan :
| แผน | ราคาต่อเดือน | โทเค็น M3 ที่รวมอยู่ในแพ็ก |
|---|---|---|
| Plus | $20/เดือน | ~1.7 พันล้านโทเค็น |
| Max | $50/เดือน | ~5.1 พันล้านโทเค็น |
| Ultra | $120/เดือน | ~9.8 พันล้านโทเค็น |
ราคาของ API นั้นแยกออกมาต่างหาก โดยมีค่าใช้จ่ายสำหรับข้อมูลนำเข้า (Input) เริ่มต้นที่ประมาณ $0.30 ต่อล้านโทเค็น ซึ่งเป็นราคาโปรโมชั่นชั่วคราวที่ลดให้ 50% (ราคาปกติอยู่ที่ $0.60 ต่อล้านโทเค็น) และค่าใช้จ่ายสำหรับผลลัพธ์ (Output) อยู่ที่ประมาณ $1.20 ต่อล้านโทเค็น (จากราคาปกติ $2.40 ต่อล้าน) การคิดเงินจะแยกตามความยาวของบริบท: การเรียกใช้งานที่มีขนาดน้อยกว่า 512K โทเค็น จะนับเป็นกลุ่มราคามาตรฐาน แต่พรอมต์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ในหน้าต่าง 1 ล้านโทเค็น จะมีอัตราค่าบริบทที่ยาวขึ้นและแพงขึ้น
ด้วยการปรับแต่งผ่านการแคชพรอมต์ (Prompt Caching) ทำให้สามารถลดต้นทุนเฉลี่ยรวมลงไปได้ต่ำถึง $0.06 ต่อล้านโทเค็น ระดับราคาเช่นนี้ทำให้ M3 อยู่ในตำแหน่งที่ถูกมากอย่างก้าวร้าว เมื่อเทียบกับโมเดลแถวหน้าแบบปิดอื่นๆ ซึ่งเป็นการดำเนินเกมต่อในพลวัตการแข่งขันด้านราคาที่เป็นเอกลักษณ์ในระบบนิเวศของโอเพ่นเวท
M3 ถูกวางตำแหน่งเป็นโมเดลแบบ โอเพ่นเวท (Open-Weight) ต่อสาธารณะ แม้ว่า MiniMax จะไม่ได้ตัดสินใจที่จะเปิดเผยค่าน้ำหนัก (Weights) ของโมเดลในวันที่เปิดตัวทันที แต่บริษัทได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเผยแพร่น้ำหนักโมเดลฉบับเต็มและรายงานทางเทคนิคอย่างละเอียดบน Hugging Face และ GitHub ภายในเวลาประมาณ 10 วัน จากการประกาศในวันที่ 1 มิถุนายน
การใช้คำว่า "โอเพ่นเวท" (Open-Weight) แทนที่จะเป็น "โอเพ่นซอร์ส" (Open-Source) ได้ดึงดูดเสียงวิจารณ์จากชุมชนนักพัฒนาบางส่วน โดยพวกเขาชี้ให้เห็นว่าการที่บริษัทไม่เปิดเผยข้อมูลฝึกสอนและสูตรการสร้างโมเดลนั้น ยังไม่นับเป็นการปล่อยโค้ดแบบโอเพ่นซอร์สอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้พร้อมให้ใช้ได้ทันทีผ่าน MiniMax Code, Token Plans และ API ซึ่งหมายความว่านักพัฒนาสามารถนำไปรวมเข้ากับขั้นตอนการทำงานได้ทันที แม้จะยังต้องรอเพื่อนำไปติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองในภายหลัง
ในวันประกาศ หุ้นของ MiniMax (รหัสหลักทรัพย์ 00100.HK) เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวขึ้น 5.24% ขึ้นไปแตะที่ 884 ดอลลาร์ฮ่องกง และมีจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 907.5 ดอลลาร์ฮ่องกง ทว่าความหวังในช่วงเช้ากลับเปราะบางอย่างรวดเร็ว เมื่อจบวัน หุ้นไม่เพียงแต่จะคืนกำไรทั้งหมด แต่ยังร่วงลงไปอีกอย่างหนัก ปิดตลาดด้วยการลดลง 15.7% (-132 ดอลลาร์ฮ่องกง)
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมกับการขายชอร์ตอย่างหนัก โดยมีมูลค่าการขายชอร์ตประมาณ 185.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 5.93% ของมูลค่าการซื้อขาย นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าแรงขายนั้นมาจากการ "ขายทำกำไร" ของนักลงทุนที่ถือหุ้นมาก่อนและได้รับประโยชน์มหาศาลจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียน IPO (การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก) ในฮ่องกงเมื่อเดือนมกราคม 2026 (ซึ่งระดมทุนได้ราว 619 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยราคาพุ่งไปแล้วกว่า 400% ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
การเปิดตัว M3 นี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่ MiniMax ประกาศเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมว่าได้ลงนามในข้อตกลงการเป็นสปอนเซอร์กับ CITIC Securities เพื่อเริ่มต้นกระบวนการ เสนอขายหุ้น IPO ในตลาด A-share บนตลาด STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ การมีสองตัวเร่ง (Catalysts) คือทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่และการยื่นจดทะเบียนตลาดรอง น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นในช่วงเช้า แต่ก็อาจสร้างเงื่อนไขให้เกิดแรงขายตามข่าว (Sell the News) เมื่อนักลงทุนสถาบันตัดสินใจขายทำกำไรออกมาก่อนที่รายงานทางเทคนิคและค่าน้ำหนักของโมเดลจะถูกเผยแพร่
การเปิดตัวของ M3 ไม่ใช่เหตุการณ์ที่โดดเดี่ยว มันเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่ห้องทดลอง AI ของจีน เพื่อครองส่วนแบ่งในตลาดโอเพ่นเวท โดยมีคู่แข่งจากโมเดลของ DeepSeek (V4), Qwen ของ Alibaba (3.7) และอื่นๆ ที่กำลังเร่งเครื่องเพื่อขึ้นสู่สถานะผู้นำ
สิ่งที่ MiniMax อ้างว่าเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่าง คือการเป็นโมเดลโอเพ่นเวท เจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่รวมความสามารถระดับแนวหน้า 3 สิ่ง ที่ในอดีตต้องใช้โมเดลแยกกันในการทำงานไว้ในที่เดียว ได้แก่ การเขียนโค้ดระดับแนวหน้า, หน้าต่างบริบทยาวถึง 1 ล้านโทเค็น, และความสามารถ Native Multimodality บริษัทได้วางกรอบอย่างชัดเจนว่า M3 ถูกออกแบบมาเพื่อเทียบเคียงประสิทธิภาพของโมเดลระดับโลกแบบปิดจากตะวันตก แต่ยังคงไว้ซึ่งการเข้าถึงได้อย่างเปิดกว้าง
ตำแหน่งเชิงกลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นในภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรม AI โดยที่โมเดลโอเพ่นเวทรุ่นก่อนๆ เคยแข่งขันกันที่เรื่องของราคาและความเร็วเป็นหลัก แต่คนรุ่นใหม่ซึ่งเห็นได้จาก M3 กำลังแข่งขันโดยตรงที่ระดับขีดความสามารถ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้ให้บริการระบบปิดต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนราคาที่แพงกว่าและการเข้าถึงที่จำกัดของตัวเอง
การเปิดตัว M3 ไม่อาจแยกออกจากกลยุทธ์การดำเนินงานในตลาดทุนของ MiniMax ได้ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินกับ CITIC Securities ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการ IPO ในตลาด A-Share อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่ตลาดหุ้นสตาร์ มาร์เก็ต (STAR Market) ซึ่งเป็นตลาดเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หากประสบความสำเร็จ MiniMax จะกลายเป็น บริษัทด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สัญชาติจีนรายที่สอง ต่อจาก Zhipu AI ที่สามารถบรรลุโครงสร้างการจดทะเบียนแบบ Dual-Listing (A+H)
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทเข้าจดทะเบียน IPO ในฮ่องกงเมื่อต้นปี 2026 โดยระดมทุนได้ประมาณ 619 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (106.7 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง) และราคาหุ้นพุ่งขึ้น 400% ภายในปลายเดือนพฤษภาคม โดยทาง Morgan Stanley ได้ตั้งเป้าหมายราคาไว้ที่ 990 ดอลลาร์ฮ่องกง เนื่องมาจากแรงขับเคลื่อนเชิงพาณิชย์ที่เหนือความคาดหมาย โดยรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำรายปี (ARR) ของบริษัทกระโดดจาก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปสู่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาเพียงสองเดือน
การจดทะเบียนแบบ Dual-Listing ในตลาดหลักทรัพย์เทคโนโลยีชั้นนำของจีนแผ่นดินใหญ่ จะช่วยเปิดทางให้ MiniMax เข้าถึงตลาดทุนในประเทศได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพิ่มความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน การที่บริษัทเดินหน้าแสวงหาความเป็นผู้นำทางเทคนิคในด้านโอเพ่นเวทไปพร้อมๆ กับการสร้างอำนาจทางการเงินผ่านการจดทะเบียนแบบ Dual-Listing นี้ สะท้อนให้เห็นถึงเฟสใหม่ของการแข่งขัน AI จีน ที่บริษัทสตาร์ทอัพต้องชนะทั้งในสงครามวิศวกรรมและสงครามเงินทุนถึงจะอยู่รอด
วันเปิดตัว M3 ได้สรุปความตึงเครียดนี้ไว้ได้อย่างดี โมเดลที่มีความทะเยอทะยานทางเทคนิค ซึ่งได้แบกรับผลการทดสอบที่รอการพิสูจน์จากภายนอก ถูกเปิดตัวไปพร้อมๆ กับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าก่อนจะร่วงหนักกว่าเดิมเมื่อปิดตลาด สิบวันข้างหน้านี้ซึ่งมีกำหนดการเผยแพร่รายงานทางเทคนิคและค่าน้ำหนักโมเดลจะเป็นบททดสอบอย่างแท้จริง ว่าผลการวัดประสิทธิภาพของโมเดลจะแข็งแกร่งพอหรือไม่ และการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ในด้านขีดความสามารถระดับแนวหน้าแบบโอเพ่นเวทนี้ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นของตลาดได้ยาวนานเพียงใด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
MiniMax เปิดตัวโมเดล open weight M3 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2026 อ้างคะแนน SWE Bench Pro 59.0% เหนือ GPT 5.5 และ Gemini 3.1 Pro แต่ราคาหุ้นจากที่เปิดบวก 5% กลับปิดลบ 15.7% หลังนักลงทุนเทขายทำกำไร [2][8][26]
MiniMax เปิดตัวโมเดล open weight M3 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2026 อ้างคะแนน SWE Bench Pro 59.0% เหนือ GPT 5.5 และ Gemini 3.1 Pro แต่ราคาหุ้นจากที่เปิดบวก 5% กลับปิดลบ 15.7% หลังนักลงทุนเทขายทำกำไร [2][8][26] M3 เป็นโมเดล open weight ตัวแรกที่รวมความสามารถระดับ前沿 3 อย่างในหนึ่งเดียว ทั้งโค้ด, บริบท 1 ล้านโทเค็น และมัลติโหมดแบบ native ด้วยสถาปัตยกรรม MiniMax Sparse Attention (MSA) ที่ลดการใช้ทรัพยากรลงเหลือเพียง 1 ใน 20 [3]...
กลยุทธ์คู่ขนานของ MiniMax ทั้งการปล่อยโมเดล open weight และแผนเข้าจดทะเบียน dual listing (A+H) กำลังเร่งสงคราม AI จีนแข่งกับ DeepSeek และ Qwen เปลี่ยน M3 จากแค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กลายเป็นเหตุการณ์เขย่าตลาด [1][38][42]