แกนหลักทางเทคนิคของความร่วมมือนี้ดึงเอาขีดความสามารถ AI ที่ล้ำสมัยที่สุดของ Google มาใช้ HSBC จะได้เข้าถึง โมเดล Gemini เวอร์ชันล่าสุด และ Gemini Enterprise Agent Platform ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้ธนาคารสามารถสร้างและปรับใช้ AI Agent แบบกำหนดเองที่ทำงานอัตโนมัติในขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนได้
วิศวกรจากทั้ง Google Cloud และ Google DeepMind จะทำงานร่วมกับทีมงานของ HSBC โดยตรง เพื่อพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้ ทำให้การทำงานครั้งนี้เป็นมากกว่าข้อตกลงผู้ขายและผู้ซื้อทั่วไป แต่คือความพยายามในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกันอย่างแท้จริง โครงสร้างพื้นฐานที่ HSBC มีอยู่เดิมแล้วบน Google Cloud ซึ่งประกอบด้วยแอปพลิเคชันกว่า 600 ตัว ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถในครั้งนี้
นี่ไม่ใช่ความร่วมมือด้าน AI ครั้งใหญ่ครั้งแรกระหว่าง HSBC และ Google ธนาคารเคยร่วมพัฒนาระบบต่อต้านการฟอกเงินที่ชื่อว่า Dynamic Risk Assessment (DRA) มาก่อน ซึ่งใช้ AML AI ของ Google Cloud เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจจับ
ปัจจุบัน DRA ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมมากกว่า 1 พันล้านรายการต่อเดือน และให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้อย่างชัดเจน นั่นคือการตรวจจับกิจกรรมต้องสงสัยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 2 ถึง 4 เท่า และการแจ้งเตือนที่ผิดพลาดลดลงประมาณ 60% ผลลัพธ์เหล่านั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า AI สามารถทำงานเหนือกว่าระบบการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แบบเดิม และลดต้นทุนการสืบสวนได้อย่างมหาศาล ความร่วมมือในปี 2026 นี้ จึงเป็นการนำโมเดลการร่วมพัฒนาที่ประสบความสำเร็จแบบเดียวกันมาใช้กับปัญหาในขอบเขตธุรกิจที่กว้างขึ้น
Georges Elhedery ซีอีโอของ HSBC ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยระบุต่อสาธารณะว่า Generative AI จะทำลายบางบทบาทหน้าที่งานและสร้างงานใหม่ขึ้นมา แต่เขายังย้ำว่าผู้คนจะยังคงเป็นหัวใจหลักของการธนาคาร แม้การใช้งาน AI จะขยายตัวมากขึ้น
มีรายงานระบุว่า ธนาคารได้พิจารณาที่จะลดพนักงานประมาณ 20,000 ตำแหน่ง หรือราว 10% ของพนักงานทั่วโลก ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI สถานการณ์นี้สอดคล้องกับความรู้สึกโดยรวมในอุตสาหกรรม Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase เคยกล่าวว่า AI "จะทำให้ตำแหน่งงานหายไป", Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup ก็ยอมรับว่าบางตำแหน่ง "จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป" และ John Waldron ประธานของ Goldman Sachs ยังเคยเรียกกระบวนการธนาคารตามปกติว่าเป็น "สายการผลิตมนุษย์" ที่พร้อมสำหรับการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่
HSBC นับเป็นหนึ่งในธนาคารรายใหญ่ระดับโลกกลุ่มแรกๆ ที่ประกาศตัวเลขมูลค่าเป็นตัวเงินที่แน่นอนสำหรับความคาดหวังด้าน AI ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้นำขององค์กรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้ในฐานะแรงขับเคลื่อนผลกำไรอย่างจริงจังเพียงใด เกณฑ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อโปรเจกต์ ถือเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในภาคส่วนที่การใช้งาน AI จำนวนมากยังเป็นเพียงการทดลองหรือไม่ได้วัดผล
นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังทำให้ HSBC อยู่แถวหน้าสุดของการแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีในหมู่ธนาคารระดับโลก เมื่อคู่แข่งอย่าง JPMorgan, Citi และ Goldman Sachs ต่างก็เร่งนำ AI เข้ามาใช้งานอย่างเต็มกำลัง ความพร้อมของ HSBC ที่จะระบุตัวเลขผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และการปรับโครงสร้างพนักงานให้สอดคล้องกัน จึงถือเป็นคำแถลงการณ์เชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ
Comments
0 comments