เรือฟริเกตของสวีเดนจะพัฒนาจากแบบ FDI (Frégate de Défense et d’Intervention) ของ Naval Group ซึ่งเป็นเรือรบรุ่นใหม่ที่กำลังผลิตให้กับ กองทัพเรือฝรั่งเศสและกรีซ อยู่แล้ว
การเลือกแบบเรือที่มีการผลิตจริงแล้วช่วยลดความเสี่ยงด้านเวลาและเทคนิค และทำให้สวีเดนสามารถเข้าสู่การใช้งานได้เร็วขึ้น
ก่อนตัดสินใจ สวีเดนได้พิจารณาข้อเสนอจากหลายประเทศในยุโรป ได้แก่
สุดท้ายรัฐบาลสวีเดนเลือกข้อเสนอของฝรั่งเศส ซึ่งมีข้อได้เปรียบเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี ความเร็วในการส่งมอบ และการใช้แบบเรือร่วมกับประเทศพันธมิตร
แผนปัจจุบันระบุว่า
หนึ่งในเหตุผลสำคัญของโครงการนี้คือการเพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศของสวีเดน
รัฐบาลระบุว่าเรือชุดใหม่อาจ เพิ่มศักยภาพการป้องกันทางอากาศของประเทศได้ถึงสามเท่า เมื่อเข้าประจำการครบทั้งหมด
แบบเรือ FDI มักเชื่อมโยงกับระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง รวมถึง ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศตระกูล Aster เช่น Aster 30 ซึ่งสามารถป้องกันภัยคุกคามจากเครื่องบินและขีปนาวุธได้ในระดับพื้นที่
รายละเอียดระบบอาวุธของเวอร์ชันสวีเดนยังไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด แต่ความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศถือเป็นหัวใจของการแข่งขันครั้งนี้
ในอดีต สวีเดนเน้นเรือรบขนาดเล็กที่มีความล่องหนสูงสำหรับปฏิบัติการใกล้ชายฝั่ง เช่น เรือคอร์เวตชั้น Visby
แต่เรือฟริเกต Luleå‑class มีขนาดใหญ่กว่าและออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการระยะยาวในทะเลเปิด รวมถึงภารกิจร่วมกับกองกำลังพันธมิตร
ผู้บัญชาการกองทัพเรือสวีเดนระบุว่ากลยุทธ์กำลังเปลี่ยนจากการ “ปฏิเสธการเข้าถึงของฝ่ายตรงข้าม” ไปสู่การ “ควบคุมพื้นที่ทะเลบอลติกอย่างต่อเนื่อง”
หลังจากสวีเดนเข้าร่วม NATO ความสำคัญของทะเลบอลติกก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เรือฟริเกตชุดใหม่จะช่วยให้พันธมิตรสามารถ
การเพิ่มเรือฟริเกตที่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงจะช่วยเสริมกำลังด้านเหนือของ NATO และเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการในภูมิภาคที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นกับรัสเซีย
โครงการ Luleå‑class จะทำให้สวีเดนมี เรือรบผิวน้ำที่ใหญ่ที่สุดในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ และถือเป็นหัวใจของแผนปรับปรุงกองทัพเพื่อรับมือภัยคุกคามใหม่ในยุโรปเหนือ
แม้รายละเอียดด้านอาวุธและการจัดระบบสุดท้ายยังต้องรอการยืนยัน แต่ทิศทางชัดเจนแล้วว่า สวีเดนกำลังสร้างกองทัพเรือที่สามารถปฏิบัติการ การรบทางทะเลขั้นสูงและทำงานร่วมกับ NATO ได้อย่างเต็มรูปแบบในทะเลบอลติกและนอกภูมิภาค
Comments
0 comments