ลักษณะโครงสร้างที่โดดเด่นที่สุดของการเทขายในครั้งนี้คือการที่ Bitcoin 'ดีคัปปลิ้ง' (decoupling) หรือหลุดออกจากทิศทางของหุ้นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 ขณะที่ S&P 500 พุ่งขึ้นทำสถิติ新高ใกล้ 7,750 จุด แต่ Bitcoin กลับยังคงติดอยู่ในภาวะปรับฐาน อัตราส่วนระหว่าง S&P 500 และ Bitcoin ได้พุ่งขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์เป็นครั้งแรกที่ยั่งยืนในประวัติศาสตร์ และอัตราส่วนระหว่าง Nasdaq และ Bitcoin ก็มีลักษณะเดียวกัน นับเป็นการ 'ครอสโอเวอร์' ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 14 ปีของสินทรัพย์ทั้งสอง ณ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ใช้ Bitcoin เพียงประมาณ 0.12 BTC ในการซื้อ S&P 500 ลดลงจากกว่า 300 BTC ในปี 2012
นักวิเคราะห์จาก CoinDesk และ Gate.io อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการ 'ดีคัปปลิ้ง' ซึ่งตลาดหุ้นสหรัฐถึงจุดที่มีความอยากรับความเสี่ยงในระดับสูงมาก ขณะที่คริปโตยังถูกกดดันจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจมหภาคที่เฉพาะเจาะจง การพุ่งขึ้นของหุ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ Bitcoin มีความเกี่ยวข้องโดยตรงน้อยมาก
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เป็นปัจจัยกระตุ้น (trigger) ที่ใกล้เคียงที่สุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยในวันที่ 13 กรกฎาคม Bitcoin ร่วงลงถึง 3.8% ไปที่ 61,761 ดอลลาร์ หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้งและลดความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง การพุ่งขึ้นของน้ำมันในต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ผลักดันให้ BTC ร่วงต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์กล่าวว่าน้ำมันเป็น 'ไพ่ตาย' สำหรับตัวเลข CPI ที่กำลังจะประกาศ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้ความคาดหวังที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ Bitcoin โดยในวันที่ 5 สิงหาคม BTC ร่วงลงต่ำกว่า 64,000 ดอลลาร์ เพราะอัตราผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นผลักดันให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (สหรัฐฯ-อิหร่าน) นอกจากน้ำมันแล้ว การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ยังทำให้เกิดเหตุการณ์ไลควิเดชั่นครั้งใหญ่หลายครั้ง มูลค่ากว่า 238 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การรวมกันของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกเรียกว่าเป็น 'อุปสรรคที่ใหญ่กว่า' และเป็น 'สิ่งที่ไม่เอื้ออำนวยโดยทั่วไปสำหรับสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อสภาพคล่องอย่างคริปโต'
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง การที่เงินเยนญี่ปุ่นกลับมาอ่อนค่าใกล้ระดับ 160 ต่อดอลลาร์อีกครั้งทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคเพิ่มขึ้น โดยสภาพแวดล้อมของดอลลาร์ที่แข็งแกร่งช่วยลดความต้องการถือ BTC ในฐานะแหล่งเก็บมูลค่าทางเลือก
การใช้เลเวอเรจไม่ใช่แค่เรื่องรอง แต่เป็นตัวเร่งเชิงกลไกเบื้องหลังการร่วงลงอย่างรุนแรงแทบทุกครั้ง โดยข้อมูลจาก Talos ระบุว่าการไลควิเดชั่นสถานะ Long ของ Bitcoin และ Ether รวมแล้วมีมูลค่า 8.35 พันล้านดอลลาร์ตลอดไตรมาส 3 ซึ่งทำให้ Open Interest และสภาพตลาด (market depth) ลดลงอย่างมาก เหตุการณ์สำคัญประกอบด้วย:
การวิเคราะห์ของ Investing.com แย้งว่าเกลียวคลื่นการไลควิเดชั่นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม แสดงให้เห็นว่าการเทขายเกิดจากเลเวอเรจ ไม่ใช่ความเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ในอดีตมักเกิดขึ้นก่อนจุดต่ำสุดเมื่อรวมกับการไหลเข้าของ ETF
บริบทที่กว้างขึ้นสอดคล้องกับแนวโน้มการยอมจำนน (capitulation) ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ เหตุการณ์ไลควิเดชั่นขนาดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราคาสปอตที่ต่ำกว่าต้นทุนของผู้ถือระยะสั้น และการสะสมของวาฬ (ผู้ถือรายใหญ่) ที่ถูกบันทึกไว้พร้อมกับการร่วงลงของวันที่ 11 สิงหาคม การวิเคราะห์ของ Investing.com แย้งว่าเกลียวคลื่นการไลควิเดชั่นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม แสดงให้เห็นว่าการเทขายเกิดจากเลเวอเรจ ไม่ใช่ความเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ในอดีตมักเกิดขึ้นก่อนจุดต่ำสุดเมื่อรวมกับการไหลเข้าของ ETF
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2026 เวลา 8:30 น. ตามเวลาภาคตะวันออกของสหรัฐ ความคาดหวังของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) รายปีจะอยู่ที่ 3.4% ลดลงจาก 3.5% ในเดือนมิถุนายน รายงานนี้ถูกอธิบายอย่างกว้างขวางว่าเป็น 'ตัวเร่งหลักครั้งต่อไป' และเป็น 'การทดสอบที่เดิมพันสูง'
ความน่าจะเป็นของการประชุมเฟดเดือนกันยายนก่อนการประกาศรายงานนั้นแทบจะแบ่งเป็น 50/50
Bitcoin พุ่งขึ้นเหนือ 65,000 ดอลลาร์ในช่วงก่อนสัปดาห์ CPI ส่วนหนึ่งมาจาก 'อุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้นจากนักลงทุนสถาบัน' และรายงานหลายฉบับชี้ว่าการไหลเข้าของ ETF เป็นแรงถ่วงดุลกับการเทขายที่เกิดจากการไลควิเดชั่น โดยวาฬกำลังสะสมอย่างแข็งขันระหว่างที่ราคาร่วงลงวันที่ 11 สิงหาคม ซึ่งชี้ว่านักลงทุนรายใหญ่มองว่านี่เป็นโอกาส สิ่งนี้สร้างความตึงเครียด: ความต้องการจาก ETF ในตลาดสปอตกำลังดูดซับอุปทาน แต่เลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ยังคงกดราคาให้อยู่กับที่
Bitcoin กำลังติดอยู่ระหว่างสภาพแวดล้อมมหภาคที่ลงโทษสินทรัพย์เก็งกำไร (ราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง) และเรื่องราวการไหลเข้าของเงินทุนเชิงโครงสร้างจากการนำ ETF ของสถาบันมาใช้ คลื่นการไลควิเดชั่นได้ชะล้างเลเวอเรจส่วนเกินออกไปเป็นจำนวนมาก และรายงาน CPI เดือนกรกฎาคมในวันพุธคือเหตุการณ์สำคัญถัดไปที่จะกำหนดว่าระดับราคา 64,000 ดอลลาร์จะยืนอยู่ได้หรือจะร่วงลงไปต่ำกว่าเดิม