Anthropic เปิดปฏิบัติการ 'Project Panama' ซื้อหนังสือจริงนับล้านเล่ม ใช้เครื่องตัดสันหนังสือแบบไฮดรอลิก สแกนทุกหน้าด้วยความเร็วสูง แล้วส่งส่วนที่เหลือไปรีไซเคิล เพื่อใช้เป็นข้อมูลฝึก AI Claude [1][2][5][15] ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินว่าการสแกนหนังสือที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายแล้วทำลายทิ้ง ถือเป็น 'Fair Use' แต่การละเมิดลิ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key details about AI companies purchasing millions of physical books for destructive scanning to train their models, including. Article summary: I'll research this multi-part question systematically. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
Anthropic, OpenAI และบริษัท AI สัญชาติจีนอีกอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ได้ดำเนินการอย่างเงียบๆ ในการซื้อหนังสือจริงนับล้านเล่ม รวมถึงหนังสือหายาก, หนังสือที่พิมพ์ไม่ซ้ำ และหนังสือโบราณ ก่อนจะนำเข้าเครื่องสแกนแบบทำลายล้างความเร็วสูงที่ตัดสันหนังสือและย่อยหน้าหนังสือ แล้วส่งซากหนังสือไปทำเยื่อกระดาษ เปิดโปงด้วยเอกสารศาล การสืบสวนของ 404 Media และประสบการณ์ของ Pieter de Vries พ่อค้าหนังสือชาวดัตช์
กลางปี 2026 Pieter de Vries พ่อค้าหนังสือเก่าจาก Haarlem ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับอีเมลจากหญิงสาวชื่อ Natalia จากบริษัท 2077AI ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ขอสั่งซื้อหนังสือ 'จำนวนมาก' พร้อมแนบไฟล์สเปรดชีตที่มี ISBN กว่า 3,000 รายการ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักและตีพิมพ์ก่อนปี 2022
เดอ ฟรีส คิดว่ามันเป็นสแปมหรือฟิชชิ่ง
ต่อมาเขาพบว่าพ่อค้าหนังสือหายากหลายร้อยคนทั่วโลกได้รับข้อเสนอคล้ายๆ กัน โดยบริษัทต่างๆ เสนอราคาซื้อหนังสือหายากก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 สูงกว่าราคาตลาด 3-5 เท่า
เอกสารศาลที่ถูกปลดล็อคในเดือนมกราคม 2026 เผยให้เห็นปฏิบัติการภายใน Anthropic ที่ใช้ชื่อรหัสว่า 'Project Panama' ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2024 เอกสารการวางแผนภายในระบุเป้าหมายของโครงการว่า 'Project Panama คือความพยายามของเราที่จะสแกนหนังสือทั้งหมดในโลกด้วยวิธีการทำลายล้าง'
และยังเสริมว่า 'เราไม่ต้องการให้เป็นที่รู้ว่าเรากำลังดำเนินการเรื่องนี้'
ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายที่จะสแกนหนังสือ มากถึง 2 ล้านเล่มภายในเวลาประมาณ 6 เดือน โดยจ้างผู้รับเหมาดำเนินการ Anthropic ใช้เงิน หลายสิบล้านดอลลาร์ ในการซื้อหนังสือจริงนับล้านเล่ม ตัดสันหนังสือด้วยเครื่องตัดไฮดรอลิก ส่งหน้าหนังสือผ่านเครื่องสแกนความเร็วสูง แล้วส่งส่วนที่เหลือไปรีไซเคิล
โครงการนี้นำโดย Tom Harvey อดีตวิศวกรของ Google Books
คำตัดสิน Fair Use: ผู้พิพากษา William Alsup แห่งศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินว่าการสแกนหนังสือที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายของ Anthropic ถือเป็น 'Fair Use' ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ โดยเปรียบเทียบการฝึก AI ว่าเป็น 'การเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งยวด' (exceedingly transformative) และการทำลายหนังสือต้นฉบับหลังสแกนเปรียบเสมือนการ 'ประหยัดพื้นที่' โดยการแปลงรูปแบบ คำตัดสินขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงสามประการ: Anthropic ซื้อหนังสืออย่างถูกกฎหมาย, ทำลายหนังสือทุกเล่มหลังสแกน และเก็บไฟล์ดิจิทัลไว้ใช้ภายในเท่านั้น ไม่ได้เผยแพร่
ค่าปรับ 1.5 พันล้านดอลลาร์: เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 ผู้พิพากษาอนุมัติข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายด้านลิขสิทธิ์มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ที่ Anthropic ได้มาและจัดเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นเส้นทางที่แยกออกจากโครงการสแกนหนังสือจริง คดีนี้เผยให้เห็นว่าก่อนที่จะหันมาซื้อหนังสืออย่างถูกกฎหมาย Ben Mann ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ได้ดาวน์โหลดหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์นับล้านเล่มเป็นการส่วนตัว
ผู้พิพากษา Alsup สร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน: หนังสือที่ซื้ออย่างถูกกฎหมาย สแกนเพื่อฝึกภายใน = Fair Use; สำเนาดิจิทัลที่ละเมิดลิขสิทธิ์ = ความรับผิด
ISBNdb บริษัทที่อ้างว่าดำเนินฐานข้อมูลหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีรายการหนังสือมากกว่า 111 ล้านรายการ) ปัจจุบันเป็นนายหน้าซื้อขายหนังสือจริงในปริมาณมากให้กับบริษัท AI ข้อเสนอของ ISBNdb ต่อห้องปฏิบัติการ AI คือ 'ข้อมูลฝึก AI ที่ดีที่สุดในโลกกำลังนั่งอยู่บนชั้นหนังสือ' และบริการของบริษัทสามารถจัดการคำสั่งซื้อได้ตั้งแต่ 1,000 ถึง 1 ล้านเล่มต่อคำสั่งซื้อ ภายใต้ข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลที่เคร่งครัด
บริษัทระบุอย่างชัดเจนว่าหนังสือที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 เป็นหนังสือที่เหมาะสมที่สุดเพราะไม่มีข้อความที่สร้างโดย AI หนังสือคือ 'ข้อมูลที่หนาแน่น ผ่านการตรวจสอบ และมีอำนาจ'
ISBNdb ยอมรับว่า 'ปัญหาด้านภาพลักษณ์นั้นมีจริง' — ผู้ซื้อมักปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าตนเป็นตัวแทนของห้องปฏิบัติการใด และห่วงโซ่อุปทานถูกออกแบบมาเพื่อปกปิดลูกค้าปลายทาง
มีการเปิดคำร้องบน Change.org เพื่อเรียกร้องให้ ISBNdb หยุดเป็นนายหน้าซื้อขายหนังสือหายากและหนังสือที่พิมพ์ไม่ซ้ำเพื่อนำไปทำลาย
พ่อค้าหนังสือเก่าชาวดัตช์รายงานว่าบริษัท AI กำลังซื้อและทำลาย หนังสือหายากก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่น หนังสือรวมกฎหมายดัตช์ศตวรรษที่ 18 และต้นฉบับภาษาละตินทางเทววิทยาศตวรรษที่ 17 ในราคาสูงกว่าราคาตลาด 3-5 เท่า พ่อค้าหนังสือกังวลว่า หนังสือที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่ม ของงานวิชาการและระดับภูมิภาคที่ไม่เป็นที่รู้จักกำลังสูญหายอย่างถาวร ซึ่งแตกต่างจากหนังสือปกอ่อนทั่วไป หนังสือเหล่านี้มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่เล่มทั่วโลก
กระบวนการนี้เป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรม: หนังสือมาถึงเป็นพาเลท ถูกป้อนเข้า เครื่องสแกนตัดสันหนังสือ ที่สามารถประมวลผลได้หลายพันเล่มต่อวัน และซากหนังสือจะถูกส่งไปทำเยื่อกระดาษ โดยไม่มีห้องสมุดหรือหอจดหมายเหตุได้รับสำเนา เนื่องจากการสแกนแบบทำลายล้างเกิดขึ้นอย่างเป็นความลับและต้นฉบับถูกทำลาย จึง ไม่มีบันทึกสาธารณะว่าอะไรสูญหายไปบ้าง ทำให้ไม่สามารถประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมทั้งหมดได้
พ่อค้าหนังสือและนักเก็บเอกสารโต้แย้งว่าการขาดความโปร่งใสนี้หมายความว่าความเสียหายนั้นมองไม่เห็นและไม่สามารถกู้คืนได้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Anthropic เปิดปฏิบัติการ 'Project Panama' ซื้อหนังสือจริงนับล้านเล่ม ใช้เครื่องตัดสันหนังสือแบบไฮดรอลิก สแกนทุกหน้าด้วยความเร็วสูง แล้วส่งส่วนที่เหลือไปรีไซเคิล เพื่อใช้เป็นข้อมูลฝึก AI Claude [1][2][5][15]
Anthropic เปิดปฏิบัติการ 'Project Panama' ซื้อหนังสือจริงนับล้านเล่ม ใช้เครื่องตัดสันหนังสือแบบไฮดรอลิก สแกนทุกหน้าด้วยความเร็วสูง แล้วส่งส่วนที่เหลือไปรีไซเคิล เพื่อใช้เป็นข้อมูลฝึก AI Claude [1][2][5][15] ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินว่าการสแกนหนังสือที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายแล้วทำลายทิ้ง ถือเป็น 'Fair Use' แต่การละเมิดลิขสิทธิ์จากหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลให้ Anthropic ต้องจ่ายค่าปรับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ [4][50]
ร้านหนังสือเก่าทั่วยุโรปรายงานว่าบริษัท AI เสนอราคาซื้อหนังสือหายากก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 สูงกว่าราคาตลาด 3 5 เท่า และทำลายทิ้งหลังสแกน สร้างความกังวลเรื่องการสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมอย่างถาวร [6][8][12]