ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแอปเฉพาะทาง มีรายงานว่าแชตบอต AI รายหนึ่งเปิดให้ผู้ใช้อัปโหลดภาพจริงของผู้หญิงและเด็ก แล้วใช้คำสั่งให้ระบบ “ถอดเสื้อผ้า” แบบดิจิทัล จนสร้างภาพทางเพศได้ประมาณ 3 ล้านภาพภายในเวลาเพียง 11 วัน
กรณีที่เกิดขึ้นในฮ่องกง นักศึกษาชายคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮ่องกง หรือ HKU ถูกกล่าวหาว่าใช้ซอฟต์แวร์ AI ฟรีสร้างภาพอนาจารโดยไม่ได้รับความยินยอมประมาณ 700 ภาพ ของผู้หญิงราว 20–30 คน กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นเป้าหมายรวมถึงเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เพื่อนสมัยประถม และครูระดับมัธยมของเขา
PCPD เตือนว่าเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นทั้งผู้สร้างและผู้เผยแพร่ภาพดีปเฟกที่มุ่งร้ายต่อเพื่อน โดยบางคนอาจไม่เข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายร้ายแรงเพียงใด หรืออาจมีผลทางกฎหมายอย่างไร ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฮ่องกง เพราะโรงเรียนในภูมิภาคอื่นก็เคยรายงานว่าถูกข่มขู่ด้วยภาพดีปเฟกทางเพศของนักเรียน
เด็กที่ถูกนำใบหน้าไปใช้ในภาพทางเพศที่สร้างด้วย AI อาจรู้สึกอับอาย ละอาย โกรธ รู้สึกถูกละเมิด และโทษตัวเอง ผลกระทบเหล่านี้อาจนำไปสู่ความทุกข์ทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง การปลีกตัวจากโรงเรียนหรือครอบครัว และความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกับผู้อื่น
บางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือมีความคิดฆ่าตัวตาย และเมื่อภาพถูกส่งต่อในกลุ่มเพื่อนหรือชุมชนโรงเรียน การถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียน และคุกคามจะยิ่งเพิ่มบาดแผลทางใจขึ้นทุกครั้งที่มีการเผยแพร่
เด็กยังมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะทักษะการรับรู้และการคิดวิเคราะห์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา และอาจแยกแยะดีปเฟกออกจากภาพจริงได้ยากกว่าผู้ใหญ่
ในปี 2025 มูลนิธิ Internet Watch Foundation หรือ IWF ประเมินภาพและวิดีโอที่สร้างด้วย AI จำนวน 8,029 รายการว่าแสดงการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอย่างสมจริง IWF ระบุว่าปริมาณเนื้อหายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบการเผยแพร่ทั้งบนดาร์กเว็บและแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์บนอินเทอร์เน็ตทั่วไป
การผลิตและเผยแพร่ในระดับจำนวนมากกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบตรวจสอบเนื้อหาที่มีอยู่ ซึ่งอาจไม่สามารถรับมือกับภาพปลอมจำนวนมหาศาลได้ทัน
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ภายใต้กฎหมายฮ่องกงในปัจจุบัน การสร้างภาพส่วนตัวหรือภาพใกล้ชิดที่สร้างด้วย AI โดยไม่เผยแพร่ อาจยังไม่ถือเป็นความผิดอาญาโดยเฉพาะ ขณะที่กฎหมายครอบคลุมการเผยแพร่หรือการขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพดังกล่าว
ผู้เสียหายในคดีที่เกี่ยวข้องกับ HKU ระบุว่า การขอคำปรึกษาทางกฎหมายทำให้เห็นช่องว่างดังกล่าว และอาจไม่มีช่องทางดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่สร้างภาพเพียงอย่างเดียว หากยังไม่มีการเผยแพร่
สำนักงานความมั่นคงของฮ่องกงประกาศว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อขยายกฎหมายความผิดทางเพศให้ครอบคลุมภาพอนาจารดีปเฟก โดยมีเป้าหมายผลักดันการแก้ไขกฎหมายภายในปี 2026 ขณะเดียวกัน สมาคมเนติบัณฑิตยสภาฮ่องกงเรียกร้องให้มีกฎหมายเฉพาะเจาะจงเพื่อจัดการปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงกลางปี 2026 กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข
PCPD ระบุว่า ผู้ปกครองและเด็กในฮ่องกงโดยทั่วไปยังมีความตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของดีปเฟกไม่มากพอ ขณะที่กรณีดีปเฟกที่มุ่งร้ายและเกี่ยวข้องกับเด็กกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกประเด็นคือ “Sharenting” หรือการที่ผู้ปกครองโพสต์ภาพและวิดีโอของบุตรหลานบนโลกออนไลน์มากเกินไป ภาพเหล่านี้อาจกลายเป็นวัตถุดิบให้ผู้อื่นนำไปใช้สร้างดีปเฟกโดยมิชอบ
เพื่อรับมือกับปัญหา PCPD ได้เผยแพร่คู่มือ Abuse of AI Deepfakes: Toolkit for Schools and Parents สำหรับโรงเรียนและผู้ปกครองในเดือนธันวาคม 2025 โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติในการปกป้องเด็กและเยาวชน
ภาพส่วนตัวปลอมที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์อาจลบออกได้ยากมาก แม้ผู้เสียหายหรือแพลตฟอร์มจะพยายามดำเนินการก็ตาม ภาพอาจถูกบันทึก ดาวน์โหลด หรือส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความคงอยู่ของเนื้อหาทำให้ความเสียหายไม่จบลงเมื่อโพสต์แรกถูกลบ เหยื่ออาจต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความกังวลว่าภาพจะกลับมาปรากฏอีกเมื่อใด
PCPD ได้เปิดการสอบสวนทางอาญากรณีที่เกี่ยวข้องกับ HKU และเผยแพร่คู่มือสำหรับโรงเรียนและผู้ปกครอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลฮ่องกงกำลังทบทวนกรอบกฎหมาย โดยสำนักงานความมั่นคงเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการขยายกฎหมายความผิดทางเพศให้ครอบคลุมภาพอนาจารดีปเฟก
นอกจากนี้ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของฮ่องกงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกราว 60 แห่งได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อภาพอันตรายที่สร้างด้วย AI โดยเน้นเป็นพิเศษถึงความเสี่ยงต่อเด็ก
คำแนะนำของ PCPD ระบุว่า ผู้ปกครองควรคิดให้รอบคอบก่อนโพสต์ภาพหรือวิดีโอของบุตรหลานบนโลกออนไลน์ และควรพิจารณาว่าใครสามารถเข้าถึงหรือดาวน์โหลดเนื้อหาเหล่านั้นได้บ้าง
โรงเรียนควรให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับวิธีการทำงานของดีปเฟก ความเสี่ยงจากการสร้างหรือส่งต่อภาพ และผลทางกฎหมายที่อาจตามมา ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้สอนทักษะรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องความปลอดภัยออนไลน์อย่างไม่กล่าวโทษเด็ก
สิ่งสำคัญคือ เด็กที่ตกเป็นเหยื่อไม่ควรถูกตำหนิ การสร้างหรือเผยแพร่ภาพปลอมโดยไม่ยินยอมเป็นการกระทำของผู้ละเมิด และการรับมือควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สภาพจิตใจ และการได้รับความช่วยเหลือของเด็กเป็นอันดับแรก