ผลต่อเงินเฟ้อค่อนข้างตรงไปตรงมา Morningstar/MarketWatch รายงานว่า Goldman คำนวณว่าทุก ๆ การเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมัน จะดันเงินเฟ้อขึ้นประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายงานสาธารณะที่อ้าง Goldman ระบุว่า ฐานกรณีโดยรวมอาจกดการเติบโตของจีดีพีโลกราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มเงินเฟ้อทั่วไปอีก 0.5–0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงปีถัดไป
Reuters ยังรายงานประมาณการของนักวิเคราะห์ Goldman ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งชั่วคราวไปแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้การเติบโตโลกชะลอลง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรืออีกเส้นหนึ่ง แต่เป็นคอขวดของน้ำมันและ LNG ระดับโลก เมื่อเส้นทางนี้ติดขัด ปัญหาจึงไม่หยุดอยู่แค่ค่าขนส่งในตะวันออกกลาง แต่กลายเป็นปัญหาราคาพลังงานของทั้งโลกอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้น ฐานกรณีของ Goldman ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่า “มีสงครามหรือไม่” แต่ขึ้นอยู่กับว่าสงครามรบกวนการขนส่งนานแค่ไหนและหนักแค่ไหน หากการไหลของพลังงานกลับมาได้เร็ว แรงกระแทกอาจค่อย ๆ ลดลงผ่านพรีเมียมความเสี่ยงที่ลดลงและราคาพลังงานที่ทรงตัวมากขึ้น แต่ถ้าการผ่านช่องแคบยังถูกจำกัดต่อเนื่อง ช็อกราคาน้ำมันและก๊าซก็อาจลามเป็นปัญหาเงินเฟ้อและการเติบโตที่ใหญ่ขึ้น
Goldman ปรับมุมมองเศรษฐกิจลงแล้ว ไม่ได้มองโลกสวย Morningstar/MarketWatch รายงานว่าในเดือนมีนาคม ธนาคารลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเมินโอกาสเกิดภาวะถดถอยของสหรัฐฯ ใน 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 25% โดยระบุว่าน้ำมันคือช่องทางส่งผ่านหลักจากสงครามอิหร่านมายังเศรษฐกิจสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ภาพประเมินภายหลังมีการขยับตามข้อมูลเศรษฐกิจ Business Insider รายงานว่า Goldman ลดคาดการณ์ความเสี่ยงถดถอยลงหลังข้อมูลการจ้างงานแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ Jan Hatzius ระบุว่าผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับจำกัด และราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่นักพยากรณ์บางส่วนกังวล
สาระสำคัญคือ Goldman ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงถดถอยหายไปแล้ว แต่กำลังบอกว่า หลักฐานจนถึงตอนนี้ชี้ไปที่เศรษฐกิจที่ถูกกดดัน มากกว่าเศรษฐกิจที่กำลังเสียศูนย์แบบควบคุมไม่ได้
น้ำมันเป็นช่องทางใหญ่ที่สุด แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวที่ตลาดกังวล รายงานเกี่ยวกับมุมมองของ Goldman ยังพูดถึงความเสี่ยงด้านอุปทานอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย และฮีเลียม ซึ่งฮีเลียมมีความสำคัญต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่แค่ใช้กับลูกโป่งในงานเลี้ยง
เหตุผลที่เรื่องเหล่านี้สำคัญคือพลังงานและวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญเชื่อมกับหลายส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง โรงงาน การผลิตอาหาร ไปจนถึงกำลังซื้อของครัวเรือน ความเสี่ยงที่นักลงทุนจับตาคือ ช็อกพลังงานจะฝังตัวในราคาสินค้าและบริการวงกว้างหรือไม่ ซึ่งอาจบังคับให้ธนาคารกลางและตลาดต้องประเมินใหม่ว่าเงินเฟ้อจะเย็นลงได้เร็วแค่ไหน
สำหรับเศรษฐกิจในอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์นี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง รายงานที่อ้าง Goldman Sachs Economics Research ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจช่วยหนุนงบประมาณรัฐบาล แต่เส้นทางการค้าที่ถูกรบกวนกลับฉุดการเติบโต และคุกคามแผนกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC
รายงานเดียวกันระบุว่า “ระยะเวลาของความขัดแย้ง” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาค กล่าวอีกแบบคือ รายได้จากน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ชดเชยต้นทุนจากโลจิสติกส์ที่เสียหาย การลงทุนที่ล่าช้า และความไม่แน่นอนด้านการค้าภูมิภาคได้ทั้งหมด
แกนของแนวคิด “งอแต่ไม่หัก” อยู่ที่คำว่า “กระจุกตัว” Fox Business รายงานโดยอ้างนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman ว่า สงครามอิหร่านคาดว่าจะดันราคาน้ำมันและก๊าซขึ้น แต่ไม่น่าจะสร้างวิกฤตซัพพลายเชนวงกว้างแบบที่เกิดจาก COVID-19 Business Insider ก็สรุปมุมมองของ Goldman ในทิศทางเดียวกันว่า นี่คือช็อกน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตซัพพลายเชนโดยรวม
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะช็อกแบบโรคระบาดกระทบโรงงาน ท่าเรือ แรงงาน และการไหลของสินค้าอุปโภคบริโภคพร้อมกัน แต่ฐานกรณีปัจจุบันของ Goldman แคบกว่า: ราคาพลังงานสูงขึ้น เงินเฟ้อถูกดันขึ้น การเติบโตชะลอ แต่เครือข่ายการผลิตโลกไม่ได้หยุดนิ่งในแบบเดียวกับช่วง COVID
มุมมองที่ค่อนข้างสร้างสรรค์ของ Goldman ยังอิงกับความยืดหยุ่นพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ในบทถอดความเดือนเมษายน Jan Hatzius กล่าวว่า Goldman ยังเห็น “หลายอย่างที่น่าพอใจ” ในเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเติบโตของผลิตภาพหลังยุคโรคระบาดที่แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ แม้เขายอมรับว่าความขัดแย้งในอิหร่านและราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นสร้างความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น
ฝั่งตลาดการเงินก็ยังไม่ถึงขั้นแข็งค้าง Reuters รายงานว่า David Solomon ซีอีโอ Goldman Sachs แปลกใจกับปฏิกิริยาตลาดที่ค่อนข้าง “benign” หรือไม่รุนแรงเท่าที่คาด และกล่าวว่านักลงทุนอาจต้องใช้เวลาอีกสองสามสัปดาห์เพื่อย่อยผลกระทบของความขัดแย้ง Fortune ยังรายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายต่างประเทศของ Goldman มองว่าปัจจัยพื้นฐานยังไม่เสีย และไม่คาดว่ากิจกรรมทำดีลจะหยุดนิ่งทั้งหมด
มุมมองของ Goldman ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญข้อเดียว: ช็อกด้านพลังงานต้องยังจำกัดอยู่ได้ หากการหยุดชะงักผ่านช่องแคบฮอร์มุซยาวนานขึ้น ราคาน้ำมันพุ่งแรงและยืนสูงนานกว่าเดิม หรือแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วไปเริ่มซึมเข้าเงินเฟ้อพื้นฐาน ผลลัพธ์ก็จะอันตรายขึ้นมาก
ดังนั้น บทสรุปเชิงปฏิบัติคือ ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังทำให้เศรษฐกิจโลก “งอ” ผ่านน้ำมัน LNG เงินเฟ้อ และการเติบโตที่ช้าลงอยู่แล้ว แต่จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ระบบ “หัก” ก็ต่อเมื่อช็อกพลังงานขยายตัวเป็นแรงบีบยาวนานต่อการค้า เครดิต การใช้จ่ายของครัวเรือน และการลงทุนของธุรกิจ
Comments
0 comments