สำหรับผู้เล่น นี่อาจเป็นเพียงภารกิจสั้น ๆ เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในเกม แต่เมื่อรวมข้อมูลจากผู้เล่นจำนวนมากในหลายปี กิจกรรมดังกล่าวก็กลายเป็นการระดมข้อมูลจากฝูงชนครั้งใหญ่ โดยสร้างภาพสภาพแวดล้อมระดับถนนที่มีพิกัดกำกับไว้หลายพันล้านรายการ
Niantic นำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนา Visual Positioning System (VPS) หรือระบบระบุตำแหน่งด้วยภาพ ซึ่งใช้ AI เปรียบเทียบภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์กับแผนที่สามมิติที่สร้างไว้ล่วงหน้า เพื่อประเมินตำแหน่ง ระดับความสูง และทิศทางของอุปกรณ์ โดยไม่ต้องพึ่งสัญญาณดาวเทียม
พูดให้เห็นภาพคือ หาก GPS ใช้สัญญาณจากดาวเทียม VPS จะให้เครื่อง “มอง” อาคาร ภูมิประเทศ และลักษณะโครงสร้างรอบตัว แล้วจับคู่กับแผนที่ที่ระบบรู้จัก เทคโนโลยีนี้จึงมีประโยชน์ในพื้นที่ที่ GPS ถูกตัดกวน ถูกปลอมแปลง ใช้งานไม่ได้ในอาคาร หรือไม่พร้อมใช้งานในพื้นที่ขัดแย้ง
เส้นทางสู่การใช้งานด้านการทหารเริ่มชัดเจนขึ้นหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ เมื่อ Scopely ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Savvy Games Group เข้าซื้อธุรกิจเกมของ Niantic ในปี 2025 เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลที่เกี่ยวข้องถูกแยกออกมาอยู่ในบริษัทใหม่ชื่อ Niantic Spatial
ในเดือน ธันวาคม 2025 Niantic Spatial ประกาศความร่วมมือกับ Vantor ซึ่งเดิมใช้ชื่อ Maxar Intelligence และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ในเดือนตุลาคม 2025 โดยทั้งสองบริษัทระบุเป้าหมายว่า ต้องการสร้างระบบระบุตำแหน่งจากอากาศสู่ภาคพื้นดินที่ช่วยให้แพลตฟอร์มทางอากาศและภาคพื้นดินนำทางได้โดยไม่ต้องใช้ GPS
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2026 ทั้งสองบริษัทเผยแพร่บล็อกโพสต์ร่วมชื่อ “Building a Shared Coordinate System for GPS-Denied Operations Powered by Visual Positioning” ซึ่งพูดถึงระบบพิกัดร่วมสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ที่ GPS ใช้งานไม่ได้โดยตรง
ความร่วมมือนี้ผสาน VPS ที่ทำงานจากข้อมูลระดับพื้นดินของ Niantic Spatial เข้ากับซอฟต์แวร์ระบุตำแหน่งจากภาพทางอากาศ Raptor ของ Vantor ซึ่งออกแบบมาสำหรับแพลตฟอร์มอัตโนมัติ เช่น โดรน
ในเดือนพฤษภาคม 2026 Vantor ยังได้รับสัญญา Option Year 1 มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก National Geospatial-Intelligence Agency หรือ NGA ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองภูมิสารสนเทศของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินงานและยกระดับแพลตฟอร์มข่าวกรองภูมิสารสนเทศเชิงพาณิชย์ GEGD Pro แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการผู้ใช้ภาครัฐ 1.2 ล้านรายในองค์กรกว่า 250 แห่ง
อย่างไรก็ตาม สัญญา NGA ดังกล่าวเป็นงานสำหรับแพลตฟอร์มข่าวกรองภูมิสารสนเทศในภาพรวม ไม่ใช่หลักฐานโดยตรงว่าข้อมูล Pokémon Go ถูกนำไปใช้ในโครงการนั้น แต่สะท้อนความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของ Vantor กับหน่วยงานด้านกลาโหมและข่าวกรองของสหรัฐฯ
หลังรายงานของ Trouw เผยแพร่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้เล่น Pokémon Go เคยยินยอมให้ข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ฝึกระบบที่อาจเกี่ยวข้องกับโดรนทหารหรือไม่
จุดยืนของบริษัทอาศัยข้อกำหนดการใช้งานเป็นหลัก ทั้ง Niantic Spatial และ Vantor ระบุว่าเงื่อนไขดังกล่าวเปิดทางให้เก็บและใช้ข้อมูลเพื่อ “การทำแผนที่เชิงพื้นที่” รวมถึงเทคโนโลยีของพันธมิตร
Niantic Spatial ให้สัมภาษณ์กับ IGN โดย ปฏิเสธว่าข้อมูล Pokémon Go ถูกใช้ฝึกโมเดลสำหรับโดรนทหาร และย้ำว่าข้อตกลงกับ Vantor ซึ่งประกาศในเดือนธันวาคม 2025 ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
Vantor ก็ปฏิเสธการใช้ภาพจาก Pokémon Go โดยตรง แต่เมื่อถูกถามว่าโมเดลนำทางที่นำไปใช้งานได้รับการฝึกจากชุดข้อมูลที่มีต้นทางจาก Pokémon Go หรือไม่ บริษัท ปฏิเสธที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ
ฝ่ายผู้เล่นและนักเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวโต้แย้งว่า:
แก่นของข้อถกเถียงอยู่ที่ธรรมชาติของ AI สมัยใหม่ โมเดลที่ผ่านการฝึกไม่ได้เก็บข้อมูลต้นฉบับไว้ในรูปแบบที่สามารถเปิดย้อนกลับมาไล่ดูได้ง่าย แม้บริษัทจะยืนยันว่าภาพ Pokémon Go ไม่ได้ถูกส่งเข้าโมเดลทางทหารโดยตรง แต่ เทคโนโลยี VPS ที่เป็นพื้นฐานของระบบ ก็ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจากข้อมูลสแกนจำนวนมหาศาลดังกล่าว
เมื่อ VPS ถูกนำไปผสานกับระบบของ Vantor คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ไฟล์ภาพชุดเดิมถูกส่งต่อหรือไม่” แต่รวมถึงว่าเทคโนโลยีและความสามารถที่สร้างขึ้นจากข้อมูลนั้นได้ถูกนำไปใช้ต่อหรือไม่
นักวิจัยชี้ว่า ผู้ตรวจสอบอิสระไม่สามารถเปิดโมเดลที่เป็นกรรมสิทธิ์ ตรวจดูน้ำหนักของโครงข่ายประสาทเทียม แล้วระบุได้อย่างแน่ชัดว่าความรู้ส่วนใดมาจากชุดข้อมูลที่ผู้เล่น Pokémon Go สร้างขึ้น เพราะกระบวนการฝึกและข้อมูลภายในเป็นความลับทางธุรกิจ
จึงเกิด ช่องว่างด้านความรับผิดชอบ บริษัทอาจปฏิเสธการใช้ข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งโดยตรง แต่ยังได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นจากข้อมูลนั้นอยู่ดี
เส้นทางที่ถูกตั้งคำถามจึงมีลักษณะดังนี้:
เล่นเกม → สแกน PokéStop → สร้างแผนที่สามมิติระดับโลก → พัฒนา AI ภูมิสารสนเทศ → ร่วมมือกับบริษัทด้านกลาโหม → เตรียมผสานเข้ากับโดรนและหุ่นยนต์อัตโนมัติ
กรณี Pokémon Go กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า function creep หรือการขยายวัตถุประสงค์ของข้อมูลเกินกว่าที่ผู้ใช้คาดหมาย ข้อมูลที่ถูกส่งเพื่อภารกิจสนุก ๆ ในเกมกลับถูกเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างบริษัทและความร่วมมือทางธุรกิจกับระบบนำทางที่อาจใช้งานในพื้นที่ความขัดแย้ง
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ยังเป็นคำถามว่า กรอบกฎหมายและจริยธรรมเรื่องความยินยอมในโลกดิจิทัลตามทันหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลจากเกม แอปฟรี และกิจกรรมที่มีรางวัล สามารถกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับโมเดล AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
กลุ่มคุ้มครองข้อมูลและนักวิจัยด้านความเป็นส่วนตัวเรียกร้องให้มีข้อจำกัดต่อการนำข้อมูลจากฝูงชนไปใช้ต่อ โดยเฉพาะเมื่อการใช้งานปลายทางเกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติหรือแพลตฟอร์มทางทหาร
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลถูกส่งให้ใคร” แต่คือ ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์รับรู้และตัดสินใจมากกว่านี้หรือไม่ เมื่อการกด “ฉันยอมรับ” ในเกมหนึ่งครั้งอาจเปิดทางให้ข้อมูลเดินทางไปไกลกว่าวัตถุประสงค์ที่ผู้เล่นเคยตั้งใจไว้
สำหรับผู้เล่น นี่อาจเป็นเพียงภารกิจสั้น ๆ เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในเกม แต่เมื่อรวมข้อมูลจากผู้เล่นจำนวนมากในหลายปี กิจกรรมดังกล่าวก็กลายเป็นการระดมข้อมูลจากฝูงชนครั้งใหญ่ โดยสร้างภาพสภาพแวดล้อมระดับถนนที่มีพิกัดกำกับไว้หลายพันล้านรายการ
Niantic นำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนา Visual Positioning System (VPS) หรือระบบระบุตำแหน่งด้วยภาพ ซึ่งใช้ AI เปรียบเทียบภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์กับแผนที่สามมิติที่สร้างไว้ล่วงหน้า เพื่อประเมินตำแหน่ง ระดับความสูง และทิศทางของอุปกรณ์ โดยไม่ต้องพึ่งสัญญาณดาวเทียม
พูดให้เห็นภาพคือ หาก GPS ใช้สัญญาณจากดาวเทียม VPS จะให้เครื่อง “มอง” อาคาร ภูมิประเทศ และลักษณะโครงสร้างรอบตัว แล้วจับคู่กับแผนที่ที่ระบบรู้จัก เทคโนโลยีนี้จึงมีประโยชน์ในพื้นที่ที่ GPS ถูกตัดกวน ถูกปลอมแปลง ใช้งานไม่ได้ในอาคาร หรือไม่พร้อมใช้งานในพื้นที่ขัดแย้ง
เส้นทางสู่การใช้งานด้านการทหารเริ่มชัดเจนขึ้นหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ เมื่อ Scopely ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Savvy Games Group เข้าซื้อธุรกิจเกมของ Niantic ในปี 2025 เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลที่เกี่ยวข้องถูกแยกออกมาอยู่ในบริษัทใหม่ชื่อ Niantic Spatial
ในเดือน ธันวาคม 2025 Niantic Spatial ประกาศความร่วมมือกับ Vantor ซึ่งเดิมใช้ชื่อ Maxar Intelligence และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ในเดือนตุลาคม 2025 โดยทั้งสองบริษัทระบุเป้าหมายว่า ต้องการสร้างระบบระบุตำแหน่งจากอากาศสู่ภาคพื้นดินที่ช่วยให้แพลตฟอร์มทางอากาศและภาคพื้นดินนำทางได้โดยไม่ต้องใช้ GPS
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2026 ทั้งสองบริษัทเผยแพร่บล็อกโพสต์ร่วมชื่อ “Building a Shared Coordinate System for GPS-Denied Operations Powered by Visual Positioning” ซึ่งพูดถึงระบบพิกัดร่วมสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ที่ GPS ใช้งานไม่ได้โดยตรง
ความร่วมมือนี้ผสาน VPS ที่ทำงานจากข้อมูลระดับพื้นดินของ Niantic Spatial เข้ากับซอฟต์แวร์ระบุตำแหน่งจากภาพทางอากาศ Raptor ของ Vantor ซึ่งออกแบบมาสำหรับแพลตฟอร์มอัตโนมัติ เช่น โดรน
ในเดือนพฤษภาคม 2026 Vantor ยังได้รับสัญญา Option Year 1 มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก National Geospatial-Intelligence Agency หรือ NGA ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองภูมิสารสนเทศของสหรัฐฯ เพื่อดำเนินงานและยกระดับแพลตฟอร์มข่าวกรองภูมิสารสนเทศเชิงพาณิชย์ GEGD Pro แพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการผู้ใช้ภาครัฐ 1.2 ล้านรายในองค์กรกว่า 250 แห่ง
อย่างไรก็ตาม สัญญา NGA ดังกล่าวเป็นงานสำหรับแพลตฟอร์มข่าวกรองภูมิสารสนเทศในภาพรวม ไม่ใช่หลักฐานโดยตรงว่าข้อมูล Pokémon Go ถูกนำไปใช้ในโครงการนั้น แต่สะท้อนความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของ Vantor กับหน่วยงานด้านกลาโหมและข่าวกรองของสหรัฐฯ
หลังรายงานของ Trouw เผยแพร่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้เล่น Pokémon Go เคยยินยอมให้ข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ฝึกระบบที่อาจเกี่ยวข้องกับโดรนทหารหรือไม่
จุดยืนของบริษัทอาศัยข้อกำหนดการใช้งานเป็นหลัก ทั้ง Niantic Spatial และ Vantor ระบุว่าเงื่อนไขดังกล่าวเปิดทางให้เก็บและใช้ข้อมูลเพื่อ “การทำแผนที่เชิงพื้นที่” รวมถึงเทคโนโลยีของพันธมิตร
Niantic Spatial ให้สัมภาษณ์กับ IGN โดย ปฏิเสธว่าข้อมูล Pokémon Go ถูกใช้ฝึกโมเดลสำหรับโดรนทหาร และย้ำว่าข้อตกลงกับ Vantor ซึ่งประกาศในเดือนธันวาคม 2025 ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
Vantor ก็ปฏิเสธการใช้ภาพจาก Pokémon Go โดยตรง แต่เมื่อถูกถามว่าโมเดลนำทางที่นำไปใช้งานได้รับการฝึกจากชุดข้อมูลที่มีต้นทางจาก Pokémon Go หรือไม่ บริษัท ปฏิเสธที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ
ฝ่ายผู้เล่นและนักเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวโต้แย้งว่า:
แก่นของข้อถกเถียงอยู่ที่ธรรมชาติของ AI สมัยใหม่ โมเดลที่ผ่านการฝึกไม่ได้เก็บข้อมูลต้นฉบับไว้ในรูปแบบที่สามารถเปิดย้อนกลับมาไล่ดูได้ง่าย แม้บริษัทจะยืนยันว่าภาพ Pokémon Go ไม่ได้ถูกส่งเข้าโมเดลทางทหารโดยตรง แต่ เทคโนโลยี VPS ที่เป็นพื้นฐานของระบบ ก็ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจากข้อมูลสแกนจำนวนมหาศาลดังกล่าว
เมื่อ VPS ถูกนำไปผสานกับระบบของ Vantor คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ไฟล์ภาพชุดเดิมถูกส่งต่อหรือไม่” แต่รวมถึงว่าเทคโนโลยีและความสามารถที่สร้างขึ้นจากข้อมูลนั้นได้ถูกนำไปใช้ต่อหรือไม่
นักวิจัยชี้ว่า ผู้ตรวจสอบอิสระไม่สามารถเปิดโมเดลที่เป็นกรรมสิทธิ์ ตรวจดูน้ำหนักของโครงข่ายประสาทเทียม แล้วระบุได้อย่างแน่ชัดว่าความรู้ส่วนใดมาจากชุดข้อมูลที่ผู้เล่น Pokémon Go สร้างขึ้น เพราะกระบวนการฝึกและข้อมูลภายในเป็นความลับทางธุรกิจ
จึงเกิด ช่องว่างด้านความรับผิดชอบ บริษัทอาจปฏิเสธการใช้ข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งโดยตรง แต่ยังได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นจากข้อมูลนั้นอยู่ดี
เส้นทางที่ถูกตั้งคำถามจึงมีลักษณะดังนี้:
เล่นเกม → สแกน PokéStop → สร้างแผนที่สามมิติระดับโลก → พัฒนา AI ภูมิสารสนเทศ → ร่วมมือกับบริษัทด้านกลาโหม → เตรียมผสานเข้ากับโดรนและหุ่นยนต์อัตโนมัติ
กรณี Pokémon Go กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า function creep หรือการขยายวัตถุประสงค์ของข้อมูลเกินกว่าที่ผู้ใช้คาดหมาย ข้อมูลที่ถูกส่งเพื่อภารกิจสนุก ๆ ในเกมกลับถูกเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างบริษัทและความร่วมมือทางธุรกิจกับระบบนำทางที่อาจใช้งานในพื้นที่ความขัดแย้ง
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ยังเป็นคำถามว่า กรอบกฎหมายและจริยธรรมเรื่องความยินยอมในโลกดิจิทัลตามทันหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลจากเกม แอปฟรี และกิจกรรมที่มีรางวัล สามารถกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับโมเดล AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
กลุ่มคุ้มครองข้อมูลและนักวิจัยด้านความเป็นส่วนตัวเรียกร้องให้มีข้อจำกัดต่อการนำข้อมูลจากฝูงชนไปใช้ต่อ โดยเฉพาะเมื่อการใช้งานปลายทางเกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติหรือแพลตฟอร์มทางทหาร
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลถูกส่งให้ใคร” แต่คือ ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์รับรู้และตัดสินใจมากกว่านี้หรือไม่ เมื่อการกด “ฉันยอมรับ” ในเกมหนึ่งครั้งอาจเปิดทางให้ข้อมูลเดินทางไปไกลกว่าวัตถุประสงค์ที่ผู้เล่นเคยตั้งใจไว้