โครงการนี้ยังมีโปรแกรม Singapore Forward-Deployed Engineer ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยวิศวกรซอฟต์แวร์ที่อยู่ในช่วงกลางอาชีพพัฒนาทักษะการสร้างระบบ AI ที่ใช้ได้จริง
ประเด็นนี้ตอบโจทย์คนละด้านกับการวิจัยโมเดล AI ขั้นแนวหน้า องค์กรจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงผู้ใช้ AI หรือนักวิจัย แต่ต้องการบุคลากรที่ประเมินคุณภาพโมเดล เชื่อมโมเดลกับระบบที่มีอยู่ และดูแลการใช้งานหลังจบโครงการนำร่องได้
แผนด้านบุคลากรและการศึกษาของ OpenAI ยังรวมถึงความร่วมมือกับภาคการศึกษาของสิงคโปร์ การเปิดสาขา OpenAI Academy ในประเทศ และหลักสูตรเชิงปฏิบัติที่มุ่งสร้างทักษะ AI อย่างรับผิดชอบ เป้าหมายคือให้แรงงาน นักการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้ลงมือใช้ AI ในบริบทจริง ไม่ใช่เพียงคุ้นเคยกับแนวคิดพื้นฐาน
OpenAI for Singapore ไม่ได้จำกัดอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โครงการที่ประกาศไว้ครอบคลุมการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับบริการสาธารณะที่ประชาชนใช้งาน การสนับสนุนสตาร์ตอัป เวิร์กช็อป และความช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs
ความครอบคลุมนี้มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ เพราะความร่วมมือจะสร้างประโยชน์ได้ยั่งยืนกว่าหากไม่ได้จำกัดอยู่ที่หน่วยงานรัฐและบริษัทขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจที่มีทรัพยากรจำกัดได้ทดลองใช้ AI ด้วยเช่นกัน
ความร่วมมือระหว่าง OpenAI กับสิงคโปร์แบ่งได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่
เมื่อรวมกันแล้ว นี่สะท้อนการขยับจากยุทธศาสตร์ที่เน้นเพียง “การนำ AI มาใช้” ไปสู่การสร้าง ขีดความสามารถด้าน AI ประยุกต์ สิงคโปร์ต้องการเป็นพื้นที่ที่โมเดล AI รุ่นแนวหน้าถูกทดสอบกับโจทย์ในประเทศ นำไปใช้ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง และมีผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นคอยสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม MOU และคำมั่นต่าง ๆ ยังไม่ใช่หลักฐานว่าตำแหน่งงานหรือโครงการที่ประกาศไว้สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้แล้ว ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าคือการจ้างงานคนในประเทศ การที่หลักสูตรสำหรับคนทำงานช่วงกลางอาชีพนำไปสู่การมีงานทำอย่างต่อเนื่อง และการที่ระบบ AI สร้างประโยชน์โดยไม่ลดทอนความเป็นส่วนตัว ความรับผิดชอบ หรือการกำกับดูแลโดยมนุษย์
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Google และกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ หรือ MDDI ได้ขยาย National AI Partnership โดยโครงการของ Google ครอบคลุม AI ประยุกต์ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการนำ AI ไปใช้ในองค์กรเช่นกัน แต่ให้น้ำหนักอย่างชัดเจนกับการใช้งานเพื่อประโยชน์สาธารณะ วิทยาศาสตร์ และการนำ AI ไปใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีการกำกับดูแล
Google DeepMind กำลังสำรวจความร่วมมือด้าน AI co-clinician กับกลุ่มบริการสาธารณสุขของสิงคโปร์ โดยระบบ AI จะช่วยสนับสนุนผู้ป่วยภายใต้อำนาจและการดูแลของแพทย์ นอกจากนี้ Google ยังทำงานร่วมกับระบบวิจัยของสิงคโปร์ด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์แบบเอเจนต์ และงานวิจัยที่ใช้ AI อย่างปลอดภัยในสาขาวัสดุศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
โครงการเหล่านี้ช่วยเสริมแผนการนำ AI ไปใช้งานของ OpenAI ด้วยการวาง AI ไว้ในบริบทที่ต้องมีธรรมาภิบาลสูง เช่น การแพทย์และการวิจัย ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดผู้รับผิดชอบ ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ และให้มนุษย์ตรวจสอบการตัดสินใจที่มีผลกระทบสูง
Google กับ SG Enable กำลังทดสอบผู้ช่วยวิ่งที่ใช้ Gemma เพื่อสนับสนุนนักกีฬาตาบอดและผู้มีสายตาเลือนราง ขณะเดียวกัน งานด้านการศึกษาที่ขยายตัวรวมถึงฟีเจอร์ AI ขั้นสูงใน Workspace for Education การฝึกอบรมครู และโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน
เมื่อเทียบกันแล้ว OpenAI เน้น OpenAI Academy ความร่วมมือกับภาคการศึกษา และเส้นทางฝึกทักษะที่ลงมือทำจริง ส่วน Google นำความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ การศึกษา และการเข้าถึงสำหรับผู้พิการเข้ามาเสริม ภาพรวมจึงเป็นการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการหลายรายในหลายมิติ ไม่ใช่การมอง AI เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเดียว
โครงการด้านสาธารณสุขและงานวิจัยของ Google ถูกออกแบบให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ มีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบ และมีการกำกับดูแลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ความร่วมมือยังสนับสนุนการปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านทีมวิศวกรแบบ Forward-Deployed ของ Google
จุดนี้ทำให้บทบาทของทั้งสองบริษัทมีทั้งส่วนที่ทับซ้อนและแตกต่างกัน OpenAI กำลังสร้างฐาน Applied AI โดยเฉพาะ พร้อมช่องทางพัฒนาบุคลากรด้านการนำระบบไปใช้งานและโครงการขยายการเข้าถึง ขณะที่ Google เติมความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ การศึกษา การเข้าถึง และการใช้ AI เอเจนต์ในระบบที่มีการกำกับดูแล
Temus AI Foundry รับบทเป็นชั้นการส่งมอบระบบ ช่วยองค์กรเปลี่ยนจากการทดลอง AI ไปสู่การใช้งานจริง โดยได้รับการสนับสนุนจาก Digital Industry Singapore และมีแผนจ้าง พัฒนา และส่งบุคลากร AI ที่อยู่ในสิงคโปร์จำนวน 50 คน ไปทำโครงการจริงในองค์กร โดยระยะแรกเน้นบริการการเงินและการแพทย์แบบแม่นยำ งานของ Foundry ครอบคลุมเครื่องมือเร่งการพัฒนา AI กรอบธรรมาภิบาล และความสามารถด้านการส่งมอบระบบระดับองค์กร
Temus ยังขยายความร่วมมือกับ AI Singapore ในการสร้างต้นแบบร่วม โมเดลหลายภาษา กรอบการส่งมอบที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ และการติดตั้งระบบในองค์กร
ในเชิงปฏิบัติ บทบาทของทั้งสามฝ่ายอาจมองได้ดังนี้
OpenAI for Singapore มีความสำคัญเพราะรวมเงินลงทุน ตำแหน่งงานด้านเทคนิค การฝึกอบรม และการขยายการเข้าถึงไว้ในความร่วมมือระดับชาติเดียวกัน การมี Applied AI Lab แห่งแรกนอกสหรัฐฯ ยังทำให้สิงคโปร์มีบทบาทเด่นในเครือข่ายงาน AI ประยุกต์ระดับโลกของ OpenAI ขณะที่ตำแหน่งงานด้านเทคนิคมากกว่า 200 ตำแหน่งอาจช่วยเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการนำ AI ไปใช้งานในประเทศ
แต่ตัวเลขบนพาดหัวเพียงอย่างเดียวจะไม่ใช่ตัวตัดสินผลลัพธ์ในระยะยาว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่าคนในประเทศได้ทักษะที่ใช้ต่อยอดได้จริงหรือไม่ SMEs สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีต้นทุนเหมาะสมหรือไม่ และโครงการภาครัฐสร้างประโยชน์ที่วัดผลได้หรือไม่
ท้ายที่สุด ความสามารถของสิงคโปร์ในการเดินหน้าอย่างรวดเร็วควบคู่กับความโปร่งใส การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความรับผิดชอบของมนุษย์ จะสำคัญไม่แพ้ขนาดของเงินลงทุน