ภารกิจด้านการเชื่อมต่อยังเปิดทางให้ประยุกต์ใช้ AI กับเครือข่ายสนามบิน การเดินเรือ ท่าเรือ และโลจิสติกส์ของสิงคโปร์ โดยสนามบินชางงีและท่าเรือตัวสเป็นสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนและมีข้อมูลจำนวนมาก เหมาะสำหรับการทดสอบระบบเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสนามบิน ท่าเรือ และการขนส่งทางทะเล
ภารกิจด้านการผลิตขั้นสูงมุ่งเน้น AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมการผลิตจริง หรือที่มักเรียกว่า Physical AI และ Embodied AI ตัวอย่างการใช้งานที่เสนอ ได้แก่ หุ่นยนต์ การจำลองเพื่อออกแบบกระบวนการใหม่ ดิจิทัลทวิน และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์
เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ผลิตพบปัญหาในสายการผลิตได้เร็วขึ้น รวมถึงลดการสูญเสียวัตถุดิบและเวลาหยุดทำงาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ระบุสิ่งเหล่านี้ในฐานะเป้าหมายหรือแนวทางการใช้งานที่ต้องการผลักดัน ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว
การให้ความสำคัญกับ AI ที่ทำงานในโลกกายภาพยังสอดคล้องกับแผนของสิงคโปร์ในการขยายงานวิจัยประยุกต์และการทดลองในสถานการณ์จริง
ในภาคการเงิน ภารกิจนี้มีแนวโน้มมุ่งไปที่การรับมืออาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการทางการเงิน และการสนับสนุนระบบชำระเงินข้ามพรมแดนยุคใหม่
แนวทางระดับภาคส่วนมีความสำคัญ เพราะระบบ AI ด้านการเงินต้องทำงานภายใต้ข้อกำกับที่เข้มงวด ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว และการตัดสินใจที่อาจส่งผลกระทบสูง การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลภายใต้การกำกับดูแลและการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการขยายโครงการเหล่านี้
การใช้งาน AI ที่ระบุไว้ในภารกิจด้านสุขภาพครอบคลุมการวินิจฉัยและสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก การวางแผนทรัพยากร ตลอดจนคำแนะนำด้านสุขภาพและการดูแลที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น
เนื่องจากเป็นการใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง เป้าหมายด้านเทคโนโลยีจึงต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบและมาตรการควบคุมความเสี่ยง แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันถึงทิศทางที่ต้องการผลักดัน แต่ยังไม่ได้แสดงหลักฐานว่าการใช้งานทุกด้านข้างต้นถูกนำไปใช้ในระดับประเทศแล้ว
ยุทธศาสตร์ฉบับปรับปรุงไม่ได้วางภารกิจเหล่านี้ไว้ในฐานะรายการโครงการทดลองเท่านั้น แต่เชื่อมโยงปัญหาของแต่ละภาคส่วนเข้ากับศักยภาพที่จำเป็นต่อการพัฒนา ทดสอบ และขยายระบบ AI ได้แก่ งานวิจัยและวิศวกรรม AI ประยุกต์ บุคลากรที่มีทักษะทั้งด้านอุตสาหกรรมและ AI การเข้าถึงชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแล และการเปลี่ยนผ่านการทำงานของภาครัฐให้ลึกยิ่งขึ้น
โครงสร้างนี้ตอบโจทย์ช่องว่างที่มักเกิดขึ้นระหว่าง “โมเดลที่ทำงานได้ดี” กับ “ระบบที่องค์กรนำไปใช้จริง” เพราะนอกจากเทคโนโลยีแล้ว องค์กรยังต้องมีความรู้เฉพาะด้าน ข้อมูลที่พร้อมใช้งาน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค สภาพแวดล้อมสำหรับทดสอบ และกติกาที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI ในงานที่มีผลกระทบสำคัญ
รัฐบาลสิงคโปร์จัดสรรเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ S$1 billion ระหว่างปี 2025–2030 ภายใต้แผนวิจัยและพัฒนา AI แห่งชาติ เงินทุนดังกล่าวสนับสนุนทั้งงานวิจัย AI พื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับก่อนมหาวิทยาลัย คณาจารย์ ไปจนถึงความร่วมมือกับนักวิจัยนานาชาติ
NAIS 2.0 ยังให้ความสำคัญกับบุคลากรแบบ AI-bilingual หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งและสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะลักษณะนี้มีความสำคัญต่อภารกิจอย่างการบิน การผลิต และสุขภาพ เพราะระบบที่นำไปใช้จริงต้องสอดคล้องกับกระบวนการทำงานและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงสร้างผลลัพธ์ทางเทคนิคที่ดูน่าประทับใจ
สิงคโปร์กำลังพัฒนา Punggol Digital District ให้เป็นพื้นที่ทดสอบแนวหน้าสำหรับ Embodied AI และ AI ประยุกต์ โดยมีแผนให้บริษัทต่าง ๆ นำหุ่นยนต์มาใช้งาน เช่น การทำความสะอาด การลาดตระเวน และการจัดส่งอาหาร
ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศด้านการวิจัยของสิงคโปร์กำลังขยายตัวผ่านการจัดตั้งศูนย์วิจัยของ NVIDIA ในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐในด้านหุ่นยนต์ โมเดล AI ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
พื้นที่ลักษณะนี้มีความสำคัญ เพราะ AI ที่ทำงานกับโลกกายภาพไม่สามารถประเมินได้อย่างครบถ้วนจากคะแนนทดสอบหรือการสาธิตซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติต้องผ่านการทดสอบในสถานการณ์ที่สามารถสังเกตความน่าเชื่อถือ การประสานงาน และความปลอดภัยได้จริง
Model AI Governance Framework for Agentic AI ของสิงคโปร์จัดทำแนวทางให้ภาคธุรกิจนำระบบ AI แบบ Agentic ซึ่งสามารถวางแผนและดำเนินการบางอย่างได้เอง ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ กรอบแนวทางนี้วางความรับผิดชอบของมนุษย์และองค์กรไว้เป็นศูนย์กลาง พร้อมกำหนดให้มีโครงสร้างกำกับดูแล บทบาทผู้ตรวจสอบ และมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมกับระดับความเป็นอิสระและความเสี่ยงของระบบ
หลักคุ้มครองสำคัญคือ การดำเนินการที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่สามารถย้อนกลับได้ไม่ควรเกิดขึ้นโดยปราศจากการตรวจสอบของมนุษย์ องค์กรจึงควรกำหนดจุดตรวจสอบหรือขอบเขตการดำเนินการที่ต้องได้รับอนุมัติจากมนุษย์ก่อน
หลักการนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจทั้ง 4 ด้าน AI อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพท่าเรือ ตรวจจับกิจกรรมน่าสงสัยทางการเงิน หรือสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก แต่หน่วยงานหรือองค์กรที่นำระบบไปใช้ยังคงต้องรับผิดชอบต่อการทำงานของ AI และต้องทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าแทรกแซงได้เมื่อจำเป็น
จุดเด่นของแผน AI สิงคโปร์คือการจับคู่ภารกิจระดับภาคส่วนเข้ากับเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง ทั้งเงินทุนวิจัยระยะยาว การพัฒนาบุคลากร พื้นที่ทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง การเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และแนวทางกำกับดูแลการใช้งาน
ภาคการบินเป็นตัวอย่างเริ่มต้นที่ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นระบบที่ซับซ้อนและมีความสำคัญระดับประเทศ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ AI ช่วยประสานงานด้านการปฏิบัติการภายใต้ข้อกำหนดความปลอดภัยที่ชัดเจน ส่วนภารกิจด้านการผลิต การเงิน และสุขภาพจะมีความท้าทายทางเทคนิคและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน และแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าทั้ง 4 ภาคส่วนได้ถูกนำไปใช้งานครบถ้วนแล้ว
สาระสำคัญในระยะนี้คือ NAIS 2.0 ต้องการผลักดันสิงคโปร์จากการทดลอง AI ไปสู่การใช้งานในระดับทั้งภาคส่วน ผลลัพธ์จะเป็นรูปธรรมเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพของการนำไปใช้ ความแข็งแรงของการกำกับดูแลโดยมนุษย์ และความสามารถในการออกแบบ AI ให้ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง มากกว่าการสร้างเพียงโครงการสาธิตเทคโนโลยี