ในอดีต เมื่อค่าเงินเยนอ่อนลงเข้าใกล้หรือทะลุระดับนี้ มักเกิดเหตุการณ์ตามมา เช่น
เหตุผลสำคัญคือ ค่าเงินที่อ่อนเร็วเกินไปทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อภายในประเทศญี่ปุ่น
แม้ค่าเงินเยนจะอ่อนแรง แต่การแทรกแซงตลาด FX ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักสากลที่ว่า อัตราแลกเปลี่ยนควรถูกกำหนดโดยกลไกตลาดเป็นหลัก ตามข้อตกลงร่วมกับสหรัฐและประเทศ G7
แนวทางของ IMF ก็เน้นเช่นกันว่า
ดังนั้น ทางการมักเริ่มจากการ เตือนเชิงวาจา (verbal intervention) หรือการปรับนโยบายก่อนที่จะใช้มาตรการแทรกแซงโดยตรง
หาก BOJ สร้างความประหลาดใจด้วยการ คงดอกเบี้ย ทั้งที่ตลาดคาดว่าจะขึ้น เงินเยนอาจอ่อนค่าลงทันที
ปัจจัยที่กดดันเยนอาจยิ่งรุนแรงขึ้น เช่น
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการฟื้นตัวของเยนในระยะยาวมักต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง เช่น การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และราคาพลังงานที่ลดลง
หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ ค่าเงิน USD/JPY อาจทะลุ 160 และไต่ขึ้นสู่ช่วง 165–170 ได้ โดยเฉพาะหากการแทรกแซงล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้น
ในทางกลับกัน หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ค่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น แต่ทิศทางต่อไปจะขึ้นอยู่กับน้ำเสียงของธนาคารกลาง
มีสองความเป็นไปได้หลัก
1) ขึ้นดอกเบี้ยแบบสายเข้ม (hawkish)
2) ขึ้นดอกเบี้ยแบบระมัดระวัง (dovish)
เนื่องจากตลาดได้ สะท้อนความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วส่วนหนึ่ง ปฏิกิริยาของตลาดจึงขึ้นอยู่กับ “ทิศทางในอนาคต” มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการประชุม BOJ รอบนี้มีความเสี่ยงแบบไม่สมดุล
ด้วยเหตุนี้ การประชุมเดือนมิถุนายนจึงถูกมองว่าเป็นจุดชี้ขาดว่า
สำหรับทั้งนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย การตัดสินใจของ BOJ ครั้งนี้อาจกำหนดว่าช่วงอ่อนค่าหลายปีของเงินเยนจะเริ่มนิ่งลง — หรือเข้าสู่รอบใหม่ของความผันผวนในตลาดเงินโลก
Comments
0 comments