ลองนึกภาพว่าคุณมีเพื่อนร่วมงาน AI สักคนที่ไม่ได้เก่งแค่ตอบคำถาม แต่มันสามารถทำงานแทนคุณได้เป็นชุดเป็นตอน แค่คุณบอกให้มัน "ทำรายงานวิเคราะห์ยอดขายไตรมาสนี้พร้อมทำสไลด์นำเสนอผู้บริหาร" เท่านั้นแหละ WorkBuddy จะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพเรียบร้อย
นี่ไม่ใช่แชทบอทธรรมดา แต่เป็น Agentic AI Workspace ที่สามารถทำงานหลายขั้นตอน (Multi-step Workflows) ได้ด้วยตัวเอง จุดเด่นของมันคือการทำงานหลาย Task และหลาย Agent พร้อมกันได้ผ่าน API ที่ยืดหยุ่น ที่สำคัญคือการใช้งานที่สะดวกมากเพราะสามารถสั่งงานผ่านภาษาธรรมดาผ่านแอปแชทที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Discord, Slack, Telegram หรือจะเปิดเดสก์ท็อปแอปส่วนตัวก็ได้ ส่วนองค์กรใหญ่ก็มีเวอร์ชัน Enterprise ที่จัดการได้ง่าย
เบื้องหลังความลื่นไหลคือ Agent Runtime ที่ได้รับการอัปเกรดให้แรงขึ้น โดยสามารถ Wake Up Sandbox (พื้นที่ประมวลผลแยกส่วน) ได้ในเวลาเพียง 50 มิลลิวินาที หรือเร็วกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไปถึง 20 เท่า ส่งผลให้ระบบสามารถคืนทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้คืนไปได้มากถึง 70% ซึ่งหมายความว่าการทำงานเสถียรและต้นทุนถูกลงแบบที่องค์กรต้องหันมามอง
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ Miora AI Creative Studio ที่เจาะกลุ่มดีไซเนอร์และทีมครีเอทีฟโดยเฉพาะ ฟีเจอร์เด็ดของ Miora คือการเปลี่ยน 'บรีฟงาน' หนึ่งประโยคให้กลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, วีดีโอ, 3D Assets ไปจนถึง UI
สิ่งที่ทำให้ Miora แตกต่างคือระบบ Persistence Memory ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสมองที่จดจำสไตล์แบรนด์, แนวทางของแบรนด์ และบริบทของโปรเจคที่เคยทำมาได้ ไม่ว่าคุณจะกลับมาให้มันทำงานใหม่กี่ครั้ง หน้าตาชิ้นงานก็จะออกมาคงเส้นคงวา ไม่หลุดคอนเซ็ปต์ ซึ่งตอบโจทย์การทำงานแคมเปญใหญ่ๆ ที่ต้องผลิตงานต่อเนื่องได้อย่างดี Tencent ตั้งใจทำตลาดเครื่องมือนี้ในหมู่ครีเอเตอร์อิสระและองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการันตีว่าสามารถย่นระยะเวลาการผลิตที่เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ตลาด Large Language Model (LLM) มันแตกกระจายและเลือกใช้กันจนเวียนหัว TokenHub จึงถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหานี้ ด้วยการทำหน้าที่เป็น Unified Model Gateway หรือจุดเชื่อมต่อรวมที่รวบรวมทั้งโมเดลของ Tencent เองอย่าง Hunyuan และโมเดลจากเจ้าดังเจ้าอื่นๆ อย่าง Kimi, GLM และ DeepSeek มาไว้ที่นี่ที่เดียว
ด้วย API เพียงจุดเดียว นักพัฒนาสามารถเลือกใช้งาน, เปรียบเทียบ และเรียกใช้ LLM ได้หลากหลายโดยไม่ต้องคอยจัดการ Infrastructure แยกกันให้ปวดหัวอีกต่อไป เป้าหมายก็เพื่อลดอุปสรรคให้บริษัทต่างๆ สามารถทดลองและนำ AI สุดล้ำไปใช้ในระบบจริงได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในงานอาจเป็นหน้าฉาก แต่ของจริงที่สะท้อนอนาคตของ Tencent กลับเป็นเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง CodeBuddy ที่รายงาน '2025 R&D Big Data Report' ระบุว่า มีวิศวกรของ Tencent กว่า 90% ใช้งาน CodeBuddy อยู่ สิ่งนี้ส่งผลให้โค้ดใหม่ที่เขียนโดย Tencent กว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ถูกสร้างด้วย AI ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของทั้งองค์กรไปมากกว่า 20%
นอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการเขียนโค้ดลงได้เฉลี่ย 40% และที่น่าตกใจคือโค้ดของเครื่องมือ CLI ตัวใหม่ของ Tencent เองถึง 90% ก็ถูกสร้างโดย AI นั่นยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ไม่ใช่แค่ผู้ช่วย แต่มันเป็นผู้ลงมือทำเสียเอง
ส่วนโมเดลใหญ่อย่าง Hunyuan HY3 Preview หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Hy3 ก็มาพร้อมกับ Architecture แบบ Mixture-of-Experts (MoE) ที่มีพารามิเตอร์รวมกว่า 295 พันล้านตัว (Activate จริงแค่ 21 พันล้านตัว) ซึ่งการออกแบบนี้ทำให้มันมี ประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงขึ้น 40% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน โดยคิดราคาค่าใช้จ่าย Input Token เพียง 1.2 หยวนต่อล้านโทเค็นเท่านั้น การลดต้นทุนการใช้งานนี้เองคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การสร้าง AI Agent ที่ซับซ้อนในเชิงพาณิชย์เป็นจริงได้
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหมากที่ Tencent วางไว้อย่างดีในปี 2026 ที่พวกเขาประกาศกร้าวว่าจะ 'เลิกเล่น' ในขั้นทดลอง และหันมาเน้นการ Deploy AI สู่ระบบการทำงานจริงแบบ Production-Grade หม่า หัวเถิง ประธานและซีอีโอของ Tencent ถึงกับออกโรงด้วยตัวเองว่า "เราเริ่มปี 2026 ด้วยความคืบหน้าที่สำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์ AI ใหม่"
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังถูกการันตีโดย Omdia ที่จัดอันดับให้ Tencent เป็นหนึ่งใน World's Most Practical Agentic-Driven Digital Service Groups โดยได้อันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจากจีนเพียงรายเดียวที่ติด 1 ใน 5 สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับว่า Tencent ไม่ได้มาเล่นๆ
การเลือกงาน SuperAI 2026 ที่สิงคโปร์เป็นเวทีเปิดตัวนั้นชาญฉลาดมาก เพราะงานนี้คืองาน AI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียซึ่งขายบัตรเกลี้ยงด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมถึง 10,000 คน จากกว่า 1,500 บริษัท และกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แถมจุดยืนของสิงคโปร์ในฐานะจุดตัดที่เป็นกลางระหว่างเทคโนโลยี AI ของสหรัฐอเมริกา, จีน, ยุโรป และเอเชียแบบนี้ ทำให้ที่นี่คือสมรภูมิในฝันที่ Tencent จะเข้ามากระชากใจลูกค้าองค์กรในอุษาคเนย์
Comments
0 comments