การเปลี่ยนโจทย์นี้ทำให้ภาวะผู้นำต้องเปลี่ยนตาม บริษัทที่สร้างโมเดล AI ชั้นแนวหน้าต้องการความเร็วด้านวิจัยและสัญชาตญาณด้านผลิตภัณฑ์ แต่บริษัทที่นำ AI เข้าไปอยู่ในองค์กร งานวิทยาศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และเวทีนโยบายสาธารณะ ต้องมีมากกว่านั้น: ความเสถียรของบริการ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ การควบคุมต้นทุน ความไว้วางใจของลูกค้า และกระบวนการตัดสินใจด้านความปลอดภัยที่อธิบายได้
OpenAI เริ่มสะท้อนความเปลี่ยนแปลงนี้ในโครงสร้างผู้นำแล้ว ในเดือนมีนาคม 2025 Mark Chen ได้รับบทบาทที่ขยายขึ้นเป็น Chief Research Officer โดย OpenAI ระบุว่าเขาจะผลักดันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับขีดความสามารถและความปลอดภัย รวมถึงเชื่อมงานวิจัยกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แน่นขึ้น ในเวลาใกล้กัน บทบาทของ COO Brad Lightcap ก็ถูกขยายให้ดูแลธุรกิจ การดำเนินงานประจำวัน การให้บริการทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐาน กลยุทธ์ และพันธมิตร ขณะที่ Altman มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับงานวิจัยและผลิตภัณฑ์
ด้านธุรกิจองค์กรก็เริ่มมีโครงสร้างรองรับชัดขึ้น TechCrunch รายงานในเดือนมกราคม 2026 โดยอ้าง The Information ว่า OpenAI มอบหมายให้ Barret Zoph เป็นผู้นำความพยายามขาย AI ให้ลูกค้าองค์กร
OpenAI กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่อาจส่งผลเกินกว่าซอฟต์แวร์หนึ่งตัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ฟีเจอร์ใหม่ออกเร็วแค่ไหน แต่คือใครมีอำนาจประเมินความเสี่ยง ใครสามารถยกระดับปัญหา และในสถานการณ์จำเป็น ใครมีสิทธิกดเบรก
การที่ OpenAI ผูกบทบาทวิจัยของ Chen เข้ากับทั้ง “capability and safety” แสดงว่าบริษัทวางความสามารถของโมเดลและความปลอดภัยเป็นภารกิจแกนกลางร่วมกัน อย่างไรก็ตาม จากภายนอกยังตัดสินไม่ได้เต็มที่ว่ากระบวนการด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความเป็นอิสระและมีน้ำหนักเพียงใดเมื่อชนกับแรงกดดันด้านการเติบโต
การขายให้ลูกค้าองค์กรอาจไม่หวือหวาเท่าการเปิดตัวโมเดลใหม่ แต่จะเป็นหัวใจของ OpenAI ระยะถัดไป องค์กรไม่ได้ซื้อแค่ความเก่งของโมเดล พวกเขาต้องการระบบที่พร้อมใช้งาน การสนับสนุนหลังการขาย ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบเดิม การคุมค่าใช้จ่าย และความเชื่อมั่นระยะยาว
การขยายอำนาจของ Lightcap จึงสอดคล้องกับโจทย์นี้ รายงานระบุว่าเขาจะรับผิดชอบธุรกิจ การดำเนินงานประจำวัน การให้บริการทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐาน กลยุทธ์ และพันธมิตรมากขึ้น นี่ชี้ไปสู่การแบ่งงานที่ชัดกว่าเดิม: Altman กำหนดทิศทางเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ ส่วนผู้นำฝ่ายปฏิบัติการทำให้องค์กรรับน้ำหนักการเติบโตได้จริง
ธรรมาภิบาลของ OpenAI ไม่ใช่เรื่องข้างเคียง วันที่ 17 พฤศจิกายน 2023 OpenAI ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Altman จะพ้นตำแหน่งซีอีโอ และ CTO Mira Murati จะรับหน้าที่ซีอีโอชั่วคราว ไม่กี่วันต่อมา Altman กลับมาเป็นซีอีโออีกครั้ง พร้อมบอร์ดชุดเริ่มต้นใหม่ที่มี Bret Taylor เป็นประธาน รวมถึง Larry Summers และ Adam D’Angelo
เหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อดุลอำนาจและบทบาทของบอร์ดไม่ชัดพอ ความขัดแย้งด้านธรรมาภิบาลอาจกลายเป็นวิกฤตองค์กรได้รวดเร็วเพียงใด ต่อมาในปี 2025 Axios ยังเขียนว่า ความพยายามของ Altman ในการระดมเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อวิสัยทัศน์ของ OpenAI ถูกบดบังด้วยความกังวลด้านธรรมาภิบาลเกี่ยวกับการกำกับดูแลขององค์กรไม่แสวงหากำไร
ไม่ว่าจะมอง Altman ในเชิงบวกหรือเชิงวิจารณ์ OpenAI ต้องมีระบบผู้นำที่ไม่เพียงตัดสินใจเร็ว แต่ยังตรวจสอบได้อย่างน่าเชื่อถือ
OpenAI ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเทคโนโลยี แต่เริ่มเป็นผู้เล่นทางนโยบายด้วย Fortune รายงานในปี 2026 เกี่ยวกับเอกสารของ OpenAI ชื่อ “Industrial Policy for the Intelligence Age: Ideas to Keep People First” ซึ่งมีข้อเสนอด้านภาษีและนโยบายอุตสาหกรรมรวมอยู่ด้วย
นั่นทำให้บทบาทซีอีโอกว้างขึ้น OpenAI ต้องโน้มน้าวไม่ใช่แค่ผู้ใช้ นักพัฒนา พันธมิตร และนักลงทุน แต่รวมถึงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และสาธารณชน ความชอบธรรมแบบนี้ไม่ได้เกิดจากบุคลิกของผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้ การตัดสินใจด้านความปลอดภัยที่สม่ำเสมอ และสถาบันที่แม้แต่ฝ่ายวิจารณ์ก็เชื่อได้ว่าสามารถจำกัดอำนาจได้จริง
ข้อมูลที่มีชี้ว่า Altman ยังเป็นผู้กำหนดวาระเชิงกลยุทธ์ของ OpenAI อย่างสำคัญ เขาวางพื้นที่เติบโตหลักไว้ที่งานวิจัยวิทยาศาสตร์ ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และ “personal AGI” เขายังผลักดันให้การขายลูกค้าองค์กรเป็นลำดับความสำคัญในปี 2026
ยิ่งไปกว่านั้น การปรับบทบาทผู้นำล่าสุดไม่ได้ดูเหมือนการลดอำนาจ Altman โดยตรง แต่เป็นการทำให้เขาโฟกัสงานวิจัยและผลิตภัณฑ์มากขึ้น ขณะที่ภาระปฏิบัติการถูกวางไว้กับทีมบริหารที่ชัดเจนกว่าเดิม
ดังนั้น การเปลี่ยนซีอีโอแบบฉับพลันจึงไม่ใช่คำตอบที่เห็นได้ชัดในตอนนี้ ในช่วงที่ OpenAI ต้องรักษาความเร็วด้านวิจัย วางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ หาเงินทุน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และป้องกันตำแหน่งในตลาดไปพร้อมกัน Altman ยังเป็นหัวเชิงกลยุทธ์ที่มีแรงส่งสูง
ปัญหาคือ ยิ่ง Altman สำคัญมากเท่าไร ความเสี่ยงของการผูกความเชื่อมั่นไว้กับบุคคลเดียวก็ยิ่งสูงขึ้น หากทุกการตัดสินใจใหญ่ ทุกความขัดแย้งด้านธรรมาภิบาล และทุกท่าทีทางนโยบายถูกอ่านผ่านตัวเขา ความผิดพลาดของคนหนึ่งคนอาจกลายเป็นความเสี่ยงของทั้งระบบ
เหตุการณ์เดือนพฤศจิกายน 2023 — ตั้งแต่การประกาศให้เขาพ้นตำแหน่ง ไปจนถึงการกลับมาพร้อมบอร์ดชุดใหม่ — แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของ OpenAI สามารถถูกทดสอบอย่างหนักได้ รายงานภายหลังเกี่ยวกับคำถามด้านธรรมาภิบาลยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ Altman เพียงลำพัง ปัญหาคือถ้า OpenAI กลายเป็นระบบที่ Altman ต้องเป็นทั้งผู้มีวิสัยทัศน์ นักวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ระดับสูง หน้าตาทางการเมือง ผู้ตัดสินโดยปริยายด้านความปลอดภัย และศูนย์รวมความไว้วางใจของบริษัทในคนเดียว
ทางเลือกที่น่าเชื่อที่สุดสำหรับ OpenAI ไม่ใช่แนวทาง “ต่อต้าน Altman” แต่คือการสร้างกรอบสถาบันรอบตัวเขาให้แข็งแรงพอ
ในทางปฏิบัติ หมายความว่า:
การปรับโครงสร้างที่มีรายงานแล้ว — บทบาทวิจัยและปฏิบัติการที่ขยายขึ้น การเน้นตลาดองค์กร และการให้ Altman โฟกัสงานวิจัยกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น — โดยรวมถือว่าเดินไปในทิศทางนี้ แต่จากภายนอกยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่ามาตรการเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือไม่
ช่วงต่อไปของ OpenAI ไม่ควรวัดจากจำนวนประกาศใหญ่ของ Altman เท่านั้น สัญญาณที่สำคัญกว่าคือโครงสร้างภายในทำงานได้จริงหรือไม่ โดยมีอย่างน้อยห้าข้อที่ควรจับตา:
OpenAI ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจาก Sam Altman ในระยะเติบโตถัดไป แต่จำเป็นต้องมีระบบผู้นำที่ใหญ่กว่า Sam Altman
Altman ยังอาจเป็นข้อได้เปรียบ หากจุดแข็งของเขา — วิสัยทัศน์ ความเร็ว สัญชาตญาณด้านผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการดึงทุนและพันธมิตร — ถูกเสริมด้วยการบริหารปฏิบัติการที่แข็งแรง ธรรมาภิบาลที่เป็นอิสระ และกระบวนการความปลอดภัยที่มีผลผูกพันจริง
หากไม่มีกรอบเหล่านี้ ความเป็นศูนย์กลางของ Altman จะกลายเป็นความเสี่ยง แต่ถ้ามีกรอบเหล่านี้ OpenAI ก็อาจรักษาทั้งพลังของผู้นำผู้ก่อตั้งและความน่าเชื่อถือของสถาบันไว้ได้พร้อมกัน