มองจากตัวเลขล่าสุด Apple ไม่ได้ดูเหมือนบริษัทที่กำลังมีปัญหาเลย ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมีนาคม บริษัททำรายได้ 95.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้นแบบปรับลด 1.65 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% ทำสถิติใหม่สำหรับไตรมาสเดือนมีนาคม [20]. ดังนั้นคำเตือนของ Tim Cook เรื่องภาษีจึงไม่ได้ขัดกับผลประกอบการที่แข็งแรง แต่เป็นการเตือนถึง “ไตรมาสถัดไป” และต้นทุนที่อาจมากดกำไร แม้ยอดขายยังเดินหน้าได้ [
17][
28].
คำตอบสั้น ๆ: Apple กำลังพูดถึงอนาคต ไม่ใช่ไตรมาสที่เพิ่งผ่านไป
Apple ระบุว่า ผลกระทบจากภาษีในไตรมาสมีนาคมยังจำกัด เพราะบริษัทสามารถปรับซัพพลายเชนและบริหารสต็อกสินค้าได้ [20][
28]. แต่สำหรับไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน ภาพไม่ชัดเท่าเดิม เพราะมาตรการภาษีและนโยบายการค้าอาจเปลี่ยนได้ก่อนปิดไตรมาส ทำให้ Apple ไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างแม่นยำ [
17][
28].
ภายใต้สมมติฐานว่าอัตราภาษี กฎเกณฑ์ และวิธีบังคับใช้ทั่วโลกในเวลานั้นยังคงเดิมไปจนจบไตรมาส และไม่มีการเพิ่มภาษีใหม่ Apple ประเมินว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [17]. ผู้บริหารยังย้ำว่า ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้เป็นฐานคาดการณ์ไตรมาสต่อ ๆ ไป เพราะอัตราภาษีและเงื่อนไขทางนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงได้ [
17].
ตัวเลขของ Apple แข็งแรงจริง
จุดที่ทำให้คำเตือนดูสะดุดหู คือผลประกอบการหลักยังออกมาดี Apple รายงานรายได้ 95.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรต่อหุ้นแบบปรับลด 1.65 ดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจ Services หรือกลุ่มบริการ ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน [20].
แต่ต้องแยกเวลาให้ชัด: ไตรมาสมีนาคมสะท้อนสิ่งที่ Apple ทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนคำเตือนเรื่องภาษีสะท้อนสิ่งที่อาจมากระทบฐานต้นทุนในไตรมาสมิถุนายน [17][
28].
ทำไม 900 ล้านดอลลาร์จึงสำคัญ แม้ Apple จะเป็นบริษัทขนาดยักษ์
สำหรับ Apple ตัวเลข 900 ล้านดอลลาร์เป็นเรื่องของมาร์จิ้น หรืออัตรากำไร มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่ายอดขายกำลังทรุด Apple คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสมิถุนายนจะอยู่ที่ 45.5% ถึง 46.5% และช่วงคาดการณ์นี้รวมผลกระทบจากต้นทุนภาษีราว 900 ล้านดอลลาร์ไว้แล้ว [17].
พูดง่าย ๆ คือ Cook ไม่ได้บอกว่า Apple จะขายของได้น้อยลงทันที แต่กำลังบอกว่า ต่อให้รายได้ยังโต ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นก็อาจกินส่วนต่างกำไรได้ Apple ยังประเมินว่ารายได้รวมในไตรมาสมิถุนายนจะเติบโตในระดับเลขหลักเดียวช่วงต้นถึงกลางเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ใส่แรงกระแทกจากภาษีไว้ในกรอบคาดการณ์มาร์จิ้นแล้ว [17].
ซัพพลายเชนช่วยได้ แต่ไม่ใช่เกราะกันทุกอย่าง
จุดแข็งสำคัญของ Apple คือซัพพลายเชนระดับโลก บริษัทสามารถขยับแหล่งผลิต จัดการสต็อก และปรับเส้นทางสินค้าเพื่อลดผลกระทบจากภาษีได้บางส่วน Cook กล่าวตามรายงานของ RTHK ว่าเขาคาดว่า iPhone ส่วนใหญ่ที่ขายในสหรัฐฯ จะมีอินเดียเป็นประเทศต้นทาง และในเวลานั้นผลิตภัณฑ์ของ Apple ยังได้รับการยกเว้นจากภาษีตอบโต้ที่รุนแรงที่สุด [10].
The Register รายงานด้วยว่า Apple ได้ย้ายบางส่วนของซัพพลายเชนไปยังอินเดียและเวียดนาม แต่บริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบจากนโยบายภาษีต่อธุรกิจได้อย่างแน่นอน [25].
นี่คือข้อจำกัดของมาตรการรับมือ: การบริหารซัพพลายเชนและสต็อกช่วยลดผลกระทบในไตรมาสมีนาคมได้ [20][
28]. แต่หากมีภาษีใหม่ กฎใหม่ หรือการตีความนโยบายการค้าที่เปลี่ยนไป สมการต้นทุนของไตรมาสถัด ๆ ไปก็เปลี่ยนได้อีก [
17][
25].
ทำไมนักลงทุนยังไม่สบายใจ
คำเตือนเรื่องภาษีไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ Business Standard รายงานว่า หลังประกาศผลประกอบการ นักลงทุนยังกังวลทั้งต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นและยอดขายในจีนที่ต่ำกว่าคาด โดยหุ้น Apple เคยลดลงมากถึง 4.2% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด [12].
สำหรับตลาด คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า Apple ทำผลงานไตรมาสที่ผ่านมาได้ดีหรือไม่ แต่คือความแข็งแรงนั้นจะเหลืออยู่มากแค่ไหน หากต้นทุนจากภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น และความเสี่ยงรายภูมิภาค โดยเฉพาะจีน ถูกจับตามองมากขึ้น [12].
บทสรุป: ไตรมาสดี แต่แนวโน้มต้นทุนเปราะบางกว่าเดิม
Tim Cook เตือนไม่ใช่เพราะไตรมาสมีนาคมของ Apple อ่อนแอ ตรงกันข้าม ตัวเลขย้อนหลังยังแข็งแรงมาก แต่ตัวเลขในอดีตไม่ได้รับประกันว่าไตรมาสต่อไปจะทำกำไรได้สบายเท่าเดิม Apple ประเมินต้นทุนภาษีเพิ่มราว 900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสมิถุนายนภายใต้เงื่อนไขว่ากฎภาษียังคงเดิม และย้ำว่าไม่ควรใช้ตัวเลขนี้เป็นสูตรคำนวณสำหรับไตรมาสอนาคต [17].
บทเรียนจากกรณีนี้คือ บริษัทที่ดำเนินงานแข็งแรงก็ยังถูกแรงกดดันจากนโยบายการค้าได้พร้อมกัน Apple ยังเติบโต แต่ต้องยอมรับว่าภาษี การย้ายซัพพลายเชน และความเสี่ยงรายภูมิภาคทำให้การวางแผนต้นทุนไม่แน่นอนกว่าเดิม [12][
17][
25].




