ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการระบบส่งไฟฟ้าต่างยอมรับว่าสถานการณ์ 'ตึงตัวอย่างเห็นได้ชัด' แต่การเตรียมการล่วงหน้าอย่างพิถีพิถัน รวมถึงเครือข่ายแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ที่เพิ่งขยายตัวขึ้นมาใหม่ กำลังช่วยให้พวกเขามั่นใจว่าระบบจะยังคงทำงานได้อย่างปลอดภัย
สุริยุปราคาครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 19:15 น. ถึง 21:30 น. ตามเวลาฤดูร้อนยุโรปกลาง (CEST) ซึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ (PV) จะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติมาก
นี่คือตัวแปรที่ร้ายแรงกว่า คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ยืดเยื้อตลอดฤดูร้อนปี 2026 ได้กัดกร่อนกำลังผลิตสำรองของยุโรปจนเหลือน้อยที่สุด
ระดับน้ำในแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) ลดลงถึงขั้นวิกฤต จนบริษัทพลังงาน Enea ต้องลดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหิน Kozienice และ Połaniec กำลังผลิตประมาณ 1.3 GW หายไปจากระบบ เนื่องจากไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับระบบหล่อเย็น ข้อมูลระบุว่า อัตราการไหลของน้ำใกล้โรงไฟฟ้า Kozienice ลดลงเหลือเพียง 135 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่ระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าต้องการน้ำ 80–100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นี่คือจุดอ่อนสำคัญ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของระบบไฟฟ้ายุโรป ถูกบังคับให้หยุดเดินเครื่องหรือลดกำลังการผลิตหลายแห่ง เนื่องจากอุณหภูมิของแม่น้ำ (เช่น แม่น้ำโรน การอน และเมิซ) สูงเกินขีดจำกัดที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมกำหนด เพื่อป้องกันอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ
โรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น Golfech-2, Bugey-3, Chooz-2, Saint-Alban และ Blayais ส่งผลให้กำลังผลิตนิวเคลียร์มากกว่า 6 GW ไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงเวลาต่างๆ ของฤดูร้อนนี้
นอกเหนือจากโปแลนด์และฝรั่งเศส โรงไฟฟ้าในประเทศ ฮังการี โรมาเนีย สโลวีเนีย และอิตาลี ก็ต้องหยุดเดินเครื่องด้วยเหตุผลเดียวกัน คือระดับน้ำต่ำหรืออุณหภูมิน้ำสูงเกินไป ซึ่งได้รับการยืนยันโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ฝรั่งเศสเองก็ถึงขนาดต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดไป
สิ่งที่ทำให้วิกฤตครั้งนี้น่าสนใจคือ ยุโรปไม่ได้ใช้วิธีการเดิมในการรับมือ ต่อไปนี้คือปัจจัยหลักที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าอยู่รอด:
สุริยุปราคาเกิดขึ้นในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่การผลิตจากโซลาร์เซลล์เริ่มลดลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น มันจึงเป็นแค่การ 'เร่ง' การลดลงให้เร็วขึ้น ไม่ใช่การ 'ปิดสวิตช์' กะทันหันในตอนกลางวัน ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้ระบบมากกว่านี้หลายเท่า
องค์กรเครือข่ายผู้ประกอบการระบบส่งไฟฟ้าแห่งยุโรป (ENTSO-E) ได้ตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกโดยเฉพาะ มีการประชุมกันเพื่อจำลองสถานการณ์และวางแผนรับมือ ผู้ควบคุมระบบ (Control Room Operators) ทั่วทั้งทวีปได้รับการเตรียมความพร้อม และการซ่อมบำรุงตามแผนต่างๆ ถูกเลื่อนออกไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการ บทเรียนจากสุริยุปราคาในปี 2015 ซึ่งยุโรปก็สามารถรับมือกับการสูญเสียกำลังผลิต 5 GW ได้สำเร็จ ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางสำคัญ
นี่คือตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญที่สุด หลังประสบการณ์จากเหตุการณ์ในเท็กซัสปี 2024 ที่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อชดเชยการขาดหายของพลังงานแสงอาทิตย์ ยุโรปเลือกเส้นทางที่แตกต่าง
ภายในปีเดียว กำลังการผลิตของแบตเตอรี่ในยุโรปเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 29 GW ก้อนแบตเตอรี่ขนาดยักษ์เหล่านี้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความถี่ไฟฟ้าได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที ให้การสนับสนุนที่รวดเร็วกว่าและยืดหยุ่นกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซแบบดั้งเดิมมาก การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการสอบกลางภาคครั้งแรกระดับทวีป ว่าแบตเตอรี่สามารถทำหน้าที่ทดแทนโรงไฟฟ้าพื้นฐานได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
นาง Anna-Kaisa Itkonen โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสภาพอากาศและพลังงาน กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมว่า การประเมินในขณะนี้คือสถานการณ์ 'เสถียร' และ 'ไม่มีความกังวลด้านความมั่นคงหรืออุปทานในทันที แต่ก็ตึงตัวอย่างเห็นได้ชัด' เธอย้ำว่าช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นหมายถึงผลกระทบจะไม่รุนแรงมากนัก
ถึงแม้จะฟังดูน่ากลัว แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างเชื่อมั่นว่าระบบจะรับมือไหว โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประการ:
แม้จะมีความเสี่ยงที่โรงไฟฟ้าพื้นฐานหลายแห่งต้องหยุดเดินเครื่องเนื่องจากความร้อน แต่การที่การผลิตจากโซลาร์เซลล์จะลดลงอย่างช้าๆ และคาดเดาได้ พร้อมกับมีแบตเตอรี่คอยช่วยประคอง ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปและผู้ประกอบการระบบส่งไฟฟ้าทั่วทั้งทวีปเชื่อว่า จะไม่เกิดไฟดับหรือการขาดแคลนไฟฟ้าครั้งใหญ่