กรณีเรือ Kin A ผ่านช่องแคบฮอร์มุซควรถูกมองเป็น “สัญญาณแคบ ๆ” มากกว่าจะเป็นข่าวดีเต็มรูปแบบ: น้ำมันยังไม่ถูกล็อกคอจนไหลไม่ได้เลย แต่เส้นทางก็ไม่ได้ทำงานแบบยามปกติ
บริษัทข้อมูลตลาดพลังงาน Kpler ซึ่ง AFP อ้างรายงาน ระบุว่าการผ่านช่องแคบของเรือบรรทุกน้ำมันลดลงราว 90% จากสัปดาห์ก่อน แต่ “ยังไม่หยุดลงทั้งหมด” ขณะเดียวกัน Rudaw รายงานว่ายังมีเรือผ่านช่องแคบ 111 ลำในช่วงสงคราม รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน 40 ลำ
เรือบรรทุกน้ำมันหนึ่งลำที่ผ่านได้มีความหมาย เพราะมันหักล้างภาพสุดโต่งที่ว่าเส้นทางน้ำมันทั้งหมดถูกตัดทันทีและไม่มีเรือลำใดผ่านได้เลย
แต่ในทางกลับกัน การผ่านของเรือหนึ่งลำก็ยังไม่พอจะสรุปว่าเส้นทางปลอดภัย หรือกลับไปเหมือนช่วงก่อนสงครามแล้ว
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “ขนาดของการหดตัว” ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลกต้องผ่าน ตามข้อมูลของ Kpler ดังนั้นเมื่อการผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันลดลงประมาณ 90% ส่วนที่ยังผ่านได้จึงเป็นเพียงเศษเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับภาวะปกติ Rudaw ยังระบุด้วยว่าการจราจรผ่านช่องแคบลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี แม้ไม่ได้หายไปทั้งหมด
Rudaw รายงานว่าอิหร่านอนุญาตให้เรือที่ไม่ถูกมองว่าเป็นของ “ศัตรู” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หากรูปแบบนี้สะท้อนการปฏิบัติจริง ก็ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเรือบางลำยังผ่านได้ ขณะที่ภาพรวมการจราจรกลับลดลงอย่างหนัก
กล่าวอีกแบบคือ ความเสี่ยงไม่ได้กระจายเท่ากันกับทุกประเทศ เจ้าของเรือ หรือสินค้าทุกล็อต บางลำอาจยังมีช่องให้ผ่าน แต่บางลำอาจต้องรอ หลีกเลี่ยงเส้นทาง หรือเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
สำหรับอิรัก ผลกระทบยิ่งชัดเจน Rudaw ระบุว่าจำนวนเรือขนน้ำมันอิรักจากท่าเรือ Basra และ Umm Qasr ผ่านช่องแคบลดลงเหลือประมาณหนึ่งในสามของระดับปกติ ดังนั้นกรณี Kin A ไม่ใช่หลักฐานว่าน้ำมันอิรักพ้นความเสี่ยงแล้ว แต่บอกเพียงว่ายังมีทางผ่านที่แคบลงและไม่แน่นอนมากขึ้น
รายงานที่ดูเหมือนขัดกันอาจไม่ได้ขัดกันจริง หากแต่กำลังวัดคนละช่วงเวลา
ChemAnalyst รายงานว่าในวันพุธไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบเลย และอธิบายว่ากิจกรรมของเรือบรรทุกน้ำมันในช่วงนั้นหยุดชะงักทั้งหมด ส่วน CBS News ระบุว่าการสัญจรผ่านช่องแคบถูกตัดลดลงอย่างรุนแรง และการเดินเรือของทั้งเรือบรรทุกน้ำมันกับเรือพาณิชย์ “แทบหยุดลง”
ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลของ Kpler ชี้ว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันลดลงราว 90% แต่ยังไม่หยุดสนิท และ Rudaw นับได้ว่ามีเรือ 111 ลำผ่านในช่วงสงคราม
วิธีอ่านที่สมเหตุสมผลคือ อาจมีบางวันหรือบางช่วงเวลาที่แทบไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเลย แต่เมื่อมองทั้งช่วงเหตุการณ์ ยังมีเรือบางส่วนที่ผ่านช่องแคบได้
ปัญหาไม่ได้มีแค่คำถามว่า “ผ่านได้หรือไม่ได้” เท่านั้น
Anoop Singh จาก Oil Brokerage ให้สัมภาษณ์ว่า การผ่านช่องแคบได้รับผลกระทบอย่างหนัก อัตราค่าระวางเรือประเมินได้ยาก ประกันภัยสงครามแทบเข้าถึงไม่ได้ และตามการนับที่เขากล่าวถึง มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 100 ลำติดค้างอยู่ในพื้นที่
ในโลกการขนส่งน้ำมัน การมีเรือหนึ่งลำผ่านได้จึงไม่เท่ากับการกลับสู่ภาวะปกติ เพราะประกันภัย ต้นทุนเช่าเรือ เวลารอ และความเสี่ยงจากการถูกตรวจหรือควบคุม ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าการไหลของน้ำมันจะดำเนินต่อได้จริงแค่ไหน
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซเกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลก ตลาดจึงตอบสนองแรงได้ แม้ช่องแคบจะยังไม่ถูกปิดแบบสมบูรณ์
CBS News รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเพิ่มจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหาร ไปอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งยืดเยื้อจะจำกัดอุปทาน
Kin A ผ่านฮอร์มุซได้ เป็นสัญญาณว่า “ประตูยังไม่ปิดตาย” แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าประตูกลับมาเปิดกว้างเหมือนเดิม
หลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่า น้ำมันยังอาจไหลผ่านช่องแคบได้ในบางกรณี แต่กระแสการขนส่งหดตัวแรงขึ้น เลือกผ่านมากขึ้น และขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจากสงคราม ประกันภัย ต้นทุนเดินเรือ และการควบคุมทางทะเล
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Kin A ผ่านฮอร์มุซควรถูกอ่านเป็นสัญญาณว่าเส้นทางยังไม่ถูกปิดตายทั้งหมด ไม่ใช่หลักฐานว่าการเดินเรือกลับสู่ปกติ
Kin A ผ่านฮอร์มุซควรถูกอ่านเป็นสัญญาณว่าเส้นทางยังไม่ถูกปิดตายทั้งหมด ไม่ใช่หลักฐานว่าการเดินเรือกลับสู่ปกติ Kpler ระบุว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบลดลงราว 90% จากสัปดาห์ก่อน แต่ยังไม่หยุดสนิท [1]
Rudaw รายงานว่ามีเรือผ่าน 111 ลำในช่วงสงคราม รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน 40 ลำ ขณะที่เรือขนน้ำมันอิรักจาก Basra และ Umm Qasr ลดเหลือราวหนึ่งในสามของระดับปกติ [4]