การศึกษาฝาแฝดชี้ว่าในวัยเด็กและวัยรุ่น ความเคร่งศาสนาถูกหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ปัจจัยทางพันธุกรรมกลับมีบทบาทมากขึ้น
งานวิจัยอื่นรายงานว่าความเคร่งศาสนาในวัยรุ่นแทบไม่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรม (heritability) แต่ในผู้ใหญ่กลับพบอิทธิพลจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมร่วม (shared environment) และสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัว (non-shared environment) ในระดับปานกลาง
การศึกษาในฝาแฝดชายผู้ใหญ่ ได้วัดระดับความเคร่งศาสนาในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก พบว่าความเคร่งศาสนาในวัยเด็กได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมสูงมาก ในขณะที่ความเคร่งศาสนาในปัจจุบันมีอิทธิพลทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
งานวิจัยที่ใช้ข้อมูลจากฝาแฝดและพี่น้องในสหรัฐอเมริกา (โครงการ MIDUS) พบหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรมอาจมีบทบาทในชีวิตทางศาสนาในหลายมิติ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ความเป็นส่วนตัวด้านจิตวิญญาณ และอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม
หลักฐานสนับสนุนว่า พันธุกรรมมีส่วน ในการอธิบายความแตกต่างของความเคร่งศาสนาระหว่างบุคคล แต่ ไม่ใช่การกำหนดตายตัว ตั้งแต่เกิด
ไม่ควรตีความว่ามี “ยีนแห่งศาสนา” เพียงยีนเดียว หรือยีนเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นคริสต์ มุสลิม พุทธ หรือไม่มีศาสนา
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้คือ ยีนมีอิทธิพลต่อลักษณะทางบุคลิกภาพหรือแนวโน้มบางอย่างที่อาจส่งผลทางอ้อมต่อความเคร่งศาสนา เช่น ความต้องการความเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน หรือความต้องการความแน่นอนทางอัตถิภาวนิยม (existential certainty)
ค่าความเป็นกรรมพันธุ์ (heritability) เป็นค่าทางสถิติที่บอกว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมช่วยอธิบายความแตกต่างของลักษณะหนึ่งในกลุ่มประชากรได้มากน้อยแค่ไหน มันไม่ได้หมายความว่าความเชื่อของแต่ละบุคคลถูกตรึงไว้โดยยีนของเขา
หลักฐานที่แข็งแรงที่สุดใช้ได้กับมาตรวัดความเคร่งศาสนากว้างๆ เช่น การมีส่วนร่วมทางศาสนา ค่านิยม หรือแนวโน้มทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ ความเชื่อในหลักคำสอนเฉพาะเจาะจง
วัฒนธรรม ครอบครัว การศึกษา ประสบการณ์ชีวิต สภาพแวดล้อมทางสังคม และการไตร่ตรองส่วนตัว ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมความเชื่อของมนุษย์
ดังนั้น คำตอบที่รอบคอบคือ: งานวิจัยชี้ว่า ‘ความเคร่งศาสนา’ สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘ความเชื่อ’ ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจากยีน
การศึกษาฝาแฝดชี้ว่าในวัยเด็กและวัยรุ่น ความเคร่งศาสนาถูกหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ปัจจัยทางพันธุกรรมกลับมีบทบาทมากขึ้น
งานวิจัยอื่นรายงานว่าความเคร่งศาสนาในวัยรุ่นแทบไม่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรม (heritability) แต่ในผู้ใหญ่กลับพบอิทธิพลจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมร่วม (shared environment) และสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัว (non-shared environment) ในระดับปานกลาง
การศึกษาในฝาแฝดชายผู้ใหญ่ ได้วัดระดับความเคร่งศาสนาในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไปถึงวัยเด็ก พบว่าความเคร่งศาสนาในวัยเด็กได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมสูงมาก ในขณะที่ความเคร่งศาสนาในปัจจุบันมีอิทธิพลทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
งานวิจัยที่ใช้ข้อมูลจากฝาแฝดและพี่น้องในสหรัฐอเมริกา (โครงการ MIDUS) พบหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรมอาจมีบทบาทในชีวิตทางศาสนาในหลายมิติ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ความเป็นส่วนตัวด้านจิตวิญญาณ และอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม
หลักฐานสนับสนุนว่า พันธุกรรมมีส่วน ในการอธิบายความแตกต่างของความเคร่งศาสนาระหว่างบุคคล แต่ ไม่ใช่การกำหนดตายตัว ตั้งแต่เกิด
ไม่ควรตีความว่ามี “ยีนแห่งศาสนา” เพียงยีนเดียว หรือยีนเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นคริสต์ มุสลิม พุทธ หรือไม่มีศาสนา
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้คือ ยีนมีอิทธิพลต่อลักษณะทางบุคลิกภาพหรือแนวโน้มบางอย่างที่อาจส่งผลทางอ้อมต่อความเคร่งศาสนา เช่น ความต้องการความเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน หรือความต้องการความแน่นอนทางอัตถิภาวนิยม (existential certainty)
ค่าความเป็นกรรมพันธุ์ (heritability) เป็นค่าทางสถิติที่บอกว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมช่วยอธิบายความแตกต่างของลักษณะหนึ่งในกลุ่มประชากรได้มากน้อยแค่ไหน มันไม่ได้หมายความว่าความเชื่อของแต่ละบุคคลถูกตรึงไว้โดยยีนของเขา
หลักฐานที่แข็งแรงที่สุดใช้ได้กับมาตรวัดความเคร่งศาสนากว้างๆ เช่น การมีส่วนร่วมทางศาสนา ค่านิยม หรือแนวโน้มทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ ความเชื่อในหลักคำสอนเฉพาะเจาะจง
วัฒนธรรม ครอบครัว การศึกษา ประสบการณ์ชีวิต สภาพแวดล้อมทางสังคม และการไตร่ตรองส่วนตัว ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมความเชื่อของมนุษย์
ดังนั้น คำตอบที่รอบคอบคือ: งานวิจัยชี้ว่า ‘ความเคร่งศาสนา’ สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘ความเชื่อ’ ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจากยีน