ข้ออ้างที่พบบ่อยคือ ชาติตะวันตกเคยสัญญาในปี 1990 ว่า NATO จะไม่ขยับ “แม้แต่นิ้วเดียว” ไปทางตะวันออก และรัสเซียจึงถูกหลอกในเวลาต่อมา แหล่งข้อมูลทำให้เห็นว่าประเด็นนี้ซับซ้อนกว่านั้น
โรเบิร์ต โซลลิค ซึ่งมีบทบาทในการเจรจาช่วงท้ายสงครามเย็น ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเคยมีคำมั่นว่าจะไม่ขยาย NATO ขณะเดียวกัน อีกแหล่งข้อมูลอ้างเอกสารที่ถูกเปิดเผยภายหลังและระบุว่า ผู้นำตะวันตกให้คำรับรองด้านความมั่นคงแก่มิคาอิล กอร์บาชอฟในบริบทการรวมชาติเยอรมนี รวมถึงถ้อยคำของเจมส์ เบเกอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 ว่า “not one inch eastward”
ข้อสรุปที่รัดกุมกว่าคือ มีสัญญาณทางการเมืองและคำรับรองที่ยังถกเถียงกันได้จริง แต่ในแหล่งข้อมูลชุดนี้ไม่พบหลักฐานชัดเจนของสนธิสัญญาทั่วไปที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและห้ามรัฐเอกราชในเวลาต่อมาเข้าร่วม NATO โดยหลักการ การวิจารณ์นโยบายของชาติตะวันตกต่อรัสเซียอาจทำได้ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่ารัสเซียมีสิทธิใช้กำลังทหารโจมตียูเครน
คำว่า “รัฐกันชน” หรือ “พื้นที่กันชน” ฟังเหมือนศัพท์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ คำนี้มักตั้งให้ความมั่นคงของรัสเซียเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วลดความสำคัญของความมั่นคงของประเทศที่อยู่ระหว่างกลาง
สำหรับยูเครน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะยูเครนไม่ใช่พื้นที่บริหารของมหาอำนาจอื่น แต่เป็นรัฐเอกราชมาตั้งแต่ปี 1991 การวิเคราะห์ที่เป็นธรรมจึงไม่ควรถามแค่ว่ามอสโกหรือวอชิงตันต้องการอะไร แต่ต้องมองด้วยว่า สถาบันทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และขบวนการประท้วงในยูเครนมีบทบาทและการตัดสินใจของตนเอง
การประท้วงไมดาน หรือยูโรไมดาน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เรียบง่ายไร้ข้อโต้แย้ง การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองขนาดใหญ่แทบไม่มีครั้งใดที่สะอาดหมดจดหรือไม่มีประเด็นให้ถกเถียง แต่การเรียกทั้งหมดว่าเป็น “รัฐประหารที่ตะวันตกจัดฉาก” ข้ามขั้นตอนสำคัญที่มีการบันทึกไว้
Britannica อธิบายลำดับเหตุการณ์ว่า ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิชระงับการลงนามข้อตกลงสมาคมกับสหภาพยุโรปในปี 2013 จากนั้นเกิดการประท้วงมวลชน เขาหนีออกจากคียิฟ และรัฐสภายูเครนลงมติถอดเขาออกจากตำแหน่ง
ลำดับนี้อาจถูกประเมินทางการเมืองหรือถกเถียงทางกฎหมายได้ แต่ไม่เท่ากับหลักฐานว่า รัฐบาลยูเครนถูกติดตั้งจากภายนอกโดยตรง หากจะยืนยันว่าเป็นรัฐประหารที่ต่างชาติควบคุม จำเป็นต้องแสดงให้ชัดว่าใครสั่งการ ใครควบคุมการยึดอำนาจ และเหตุใดผู้เล่นการเมืองยูเครนจึงเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลต่างชาติ ซึ่งเป็นห่วงโซ่เหตุผลที่เรื่องเล่าแบบสั้นมักไม่ได้พิสูจน์
กรณีไครเมียมักถูกเล่าแบบตัดบริบทมากที่สุด ในเรื่องเล่าฝ่ายหนุนรัสเซีย การผนวกไครเมียมักถูกนำเสนอว่าเป็นการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชนอย่างสันติ แต่การเล่าแบบนี้ละเลยเงื่อนไขทางทหารที่รายล้อมเหตุการณ์
EBSCO อธิบายเหตุการณ์ปี 2014 ว่าเป็นการรุกรานยูเครนครั้งแรกของรัสเซีย และระบุว่าปูตินส่งกำลังทหารเข้าไปเพื่อผนวกไครเมีย Britannica ยังชี้ว่า แม้รัสเซียมีทหารประจำอยู่ในเซวาสโตโปล แต่ตามข้อตกลงสถานะกองกำลัง ทหารเหล่านั้นไม่สามารถปฏิบัติการนอกฐานได้โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากทางการยูเครน
สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ามอสโกละเมิดอำนาจอธิปไตยของยูเครน
ดังนั้น การอธิบายไครเมียว่าเป็นเพียงประชามติที่สงบและเสรีจึงทำให้เข้าใจผิด ต่อให้การเข้าควบคุมพื้นที่เกิดขึ้นรวดเร็วและไม่เกิดการสู้รบขนาดใหญ่ กระบวนการทางการเมืองภายใต้การควบคุมของกองกำลังต่างชาติย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยตามปกติ
ประเด็นดอนบาสมีพลังทางอารมณ์ เพราะเชื่อมโยงกับความเดือดร้อนของพลเรือนจริง ๆ ความสูญเสียนี้ไม่ควรถูกลดทอนหรือมองข้าม OHCHR บันทึกความสูญเสียของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้งจนถึงสิ้นปี 2021 โดยเฉพาะในปี 2021 มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 110 คน เป็นผู้เสียชีวิต 25 คน และผู้บาดเจ็บ 85 คน
นอกจากนี้ ไทม์ไลน์เกี่ยวกับการรุกรานของรัสเซียยังระบุว่า ในเดือนเมษายน 2014 มีทหารรัสเซียราว 40,000 นายรวมกำลังอยู่ตามแนวชายแดนตะวันออกของยูเครน ขณะที่ความรุนแรงปะทุขึ้นในภูมิภาคดอนบาส
แต่คำกล่าวว่า ยูเครน “ยิงถล่มชาวรัสเซียมา 8 ปี” ทำให้ภาพบิดเบี้ยวหลายชั้น มันทำให้ภูมิภาคภายในยูเครนกลายเป็นเรื่องของรัสเซีย ลดความซับซ้อนของความขัดแย้งติดอาวุธให้เหลือผู้ร้ายกับเหยื่อเพียงด้านเดียว และผลักบทบาทของรัสเซียตั้งแต่ปี 2014 ไปอยู่ด้านหลัง
การเล่าอย่างเป็นธรรมต้องถือสองเรื่องไว้พร้อมกัน: ใช่ พลเรือนในดอนบาสได้รับความทุกข์จริง แต่ไม่ใช่ ความทุกข์นั้นไม่ได้อธิบายหรือทำให้การผนวกไครเมียและการรุกรานเต็มรูปแบบในเวลาต่อมาชอบธรรม
จุดที่เรื่องเล่าฝ่ายหนุนรัสเซียมักละไว้มากที่สุดคือ การทำให้การบุกปี 2022 ดูเหมือนผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่แหล่งข้อมูลที่ให้มาระบุชัดว่า เป็นการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022
สี่ปีหลังจากนั้น รายงานที่เผยแพร่ใน ReliefWeb ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบ มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 15,000 คน และบาดเจ็บมากกว่า 41,000 คน
การศึกษาประวัติความเป็นมาของสงครามเป็นเรื่องจำเป็น นโยบาย NATO การเมืองภายในยูเครน ไครเมีย และดอนบาสล้วนต้องอยู่ในบทวิเคราะห์ แต่ “ภูมิหลัง” ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ “เหตุผลชอบธรรม” แม้จะวิจารณ์การตัดสินใจของชาติตะวันตกได้ ก็ไม่ได้แปลว่ารัสเซียมีสิทธิใช้กำลังทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
เรื่องเล่าฝ่ายหนุนรัสเซียเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นสงครามมักมีรูปแบบคล้ายกัน:
สรุปอย่างตรงไปตรงมาคือ ประเด็น NATO มีข้อถกเถียง ไมดานมีความซับซ้อน และความทุกข์ของพลเรือนในดอนบาสเป็นเรื่องจริง แต่แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่สนับสนุนเรื่องเล่าง่าย ๆ ว่ารัสเซียเป็นเพียงเหยื่อของการรุกรานจากตะวันตก สิ่งที่มีการบันทึกไว้คือปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในไครเมียปี 2014 และการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 การละเว้นสองจุดนี้เองที่ทำให้ไทม์ไลน์จำนวนมากกลายเป็นเรื่องเล่าที่ชี้นำมากกว่าการอธิบายข้อเท็จจริง