แบบจำลองความสำเร็จของอเมริกามักตั้งอยู่บนแนวคิดว่า นวัตกรรมพลิกเกมเกิดจากสตาร์ตอัปที่กระจายตัว เงินทุนร่วมลงทุน และระบบนิเวศแบบเปิดที่ผู้ประกอบการสามารถทดลองได้อย่างอิสระ
จีนกำลังแสดงให้เห็นอีกเส้นทางหนึ่ง นั่นคือยุทธศาสตร์แบบ “ฟูลสแต็ก” ที่รัฐมีบทบาทกำหนดทิศทาง ตั้งแต่ชิป โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังประมวลผล โมเดลพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชัน โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำ AI ไปใช้เป็น “เทคโนโลยีอเนกประสงค์” ในภาคอุตสาหกรรมและบริการจำนวนมาก ไม่ใช่การมุ่งสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI เพียงอย่างเดียว
แนวทางโอเพนซอร์สก็เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ รายงานของคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีนระบุว่า จีนมองการเปิดซอร์สเป็นเครื่องมือเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการครองตลาด
การเปิดตัว DeepSeek ในเดือนมกราคม 2025 สร้างแรงสะเทือนให้การแข่งขัน AI ทั่วโลก โมเดลดังกล่าวสามารถแข่งขันกับระบบของอเมริกา และพัฒนาโดยทีมงานที่ได้รับการศึกษาทั้งหมดในจีน เหตุการณ์นี้ทำให้ความคิดที่ว่า AI ระดับแนวหน้าเป็น “กรรมสิทธิ์โดยกำเนิด” ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง
ข้อมูลเชิงวัดผลหลายด้านยังสะท้อนว่าสหรัฐฯ มีความได้เปรียบ โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดลแนวหน้าและการใช้งานระบบประมวลผลขั้นสูง แต่ภาพรับรู้ของสาธารณชนเปลี่ยนไปอย่างมาก ขณะที่จีนเดินหน้าในเรื่องต้นทุน ความเร็วในการนำไปใช้ การปรับแต่งให้เหมาะกับงาน มาตรฐาน การเข้าถึงนักพัฒนา และการขยายตลาด
ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “จีนจะแข่งขันได้หรือไม่” แต่คือ “สหรัฐฯ จะปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่” เมื่อเผชิญกับระบบนิเวศนวัตกรรมจีนที่กำลังพัฒนาในหลายมิติพร้อมกัน
จีนไม่ได้ใช้โมเดลที่สั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว หากแต่ผสมผสานกรอบยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปีที่รัฐกำหนด กับระบบนิเวศนักพัฒนาโอเพนซอร์สที่มีชีวิตชีวา
ในภาพเปรียบเทียบหนึ่ง สหรัฐฯ มีแนวโน้มมองโมเดล AI ขั้นสูงคล้ายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ขณะที่จีนเลือกเปิดกว้างกับ AI มากกว่า โดยมองว่าการเผยแพร่และนำไปใช้เชิงพาณิชย์จะช่วยขยายฐานอุตสาหกรรมของประเทศ
ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ชนะ” อย่างเด็ดขาด แต่ชี้ให้เห็นว่าการแข่งขัน AI กำลังวัดกันที่ความสามารถในการสร้างระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ใช่แค่การสร้างโมเดลที่เก่งที่สุดในห้องทดลอง
โจเซฟ นีดแฮม นักชีวเคมี นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ และนักจีนศึกษาอังกฤษ เคยตั้งคำถามว่า เหตุใดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จึงพัฒนาขึ้นในยุโรป ไม่ใช่จีน ทั้งที่จีนเคยมีความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีจนถึงราวปี 1600
จีนเป็นแหล่งกำเนิดดินปืน เข็มทิศแม่เหล็ก กระดาษ และการพิมพ์ ซึ่งฟรานซิส เบคอนเคยยกให้เป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญที่ช่วยเปิดทางให้โลกตะวันตกก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกลับเกิดขึ้นในยุโรป ไม่ใช่จีน
คำอธิบายของนักวิชาการมีตั้งแต่โครงสร้างรัฐและระบบราชการที่อาจจำกัดความเป็นอิสระทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการไม่มีกลุ่มทุนพ่อค้าที่มีบทบาทแบบเดียวกับในยุโรป
วันนี้ คำถามดังกล่าวกำลังถูกกลับด้าน นักวิชาการเอริก บาร์กเสนอว่า แทนที่จะถามว่าทำไมจีนจึงตามหลัง เราอาจถามว่าทำไมจีนจึงกำลังเร่งเครื่องแซงหน้า โดยเฉพาะในด้าน AI กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของจีนในปัจจุบัน
แนวคิด “จาก 1 ไป 10 ไม่ใช่จาก 0 ไป 1” สะท้อนคำวิจารณ์ที่พบได้บ่อยว่า จีนเก่งด้านการขยายขนาดและนำสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่ไปใช้งาน มากกว่าการสร้างวิทยาศาสตร์ใหม่แบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง “การค้นพบครั้งแรก” กับ “ความสามารถในการขยายผล” อาจเป็นกรอบมองแบบตะวันตกอยู่ไม่น้อย ในการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความยืดหยุ่นในการสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการฟื้นตัว อาจสำคัญไม่แพ้การค้นพบที่พลิกวงการ
ตลอด 250 ปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ใหญ่ของสหรัฐฯ ตั้งอยู่บนการป้องกันไม่ให้มหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งครอบงำยุโรปหรือเอเชีย การเติบโตทางเทคโนโลยีของจีนทำให้ความเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งเคยไม่มีคู่แข่ง ต้องเผชิญความท้าทาย และบีบให้วอชิงตันต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและอิทธิพลของตน
ในทางกลับกัน ปักกิ่งก็มีเรื่องเล่าของตนเองเกี่ยวกับวาระครบรอบ 250 ปีของอเมริกา โดยนำเสนอภาพสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่กำลังเสื่อมถอยและเผชิญการเสื่อมสลายของฐานอุตสาหกรรม
ศูนย์ภูมิรัฐศาสตร์ของ JPMorgan Chase อธิบายว่า AI กำลังกลายเป็น “ทั้งเกม” ในการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีพลังประมวลผลมากกว่า หรือใครสร้างโมเดลได้ดีกว่าเท่านั้น แต่เป็นการทดสอบระบบธรรมาภิบาล รูปแบบเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละประเทศ
กรอบยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนในปี 2026 ยังวางความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีไว้ในฐานะเป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมผลักดันให้ AI ผนวกรวมเข้ากับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
คำถามของนีดแฮมเคยเป็นเงื่อนปมสำคัญของจีน—อารยธรรมที่มอบการพิมพ์และเข็มทิศให้โลกกลับไม่สามารถสร้างการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตนเองได้ การแข่งขัน AI ในวันนี้จึงมีมิติที่มากกว่าการชิงตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยี แต่ยังเป็นความพยายามตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ว่า จีนจะกลับมาสร้างความเป็นผู้นำทางนวัตกรรมได้หรือไม่
ในกรอบซีรีส์ “United States at 250” ของเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ สหรัฐฯ กำลังเผชิญจีนที่พลิกบทของความเชื่อแบบตะวันตกเกี่ยวกับความพิเศษของอเมริกา และทำให้แนวคิดเดิมเรื่องผู้ชนะกับผู้ตามไม่อาจใช้ได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา