ขนาดของกำไรครั้งนี้ใหญ่จนมากกว่ากำไรรวมของ Samsung ในช่วงสามปีก่อนหน้าเสียอีก แต่ตลาดหุ้นกลับตอบสนองตรงกันข้าม หุ้น Samsung ร่วงแรง ธุรกิจมือถือเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนชิปของบริษัทเอง และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า “ยุคทอง” ของชิปหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะไปต่อได้อีกนานแค่ไหน
Samsung รายงานรายได้รวมเบื้องต้นในไตรมาสเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 ที่ 171 ล้านล้านวอน หรือราว 1.26 แสนล้านดอลลาร์ และกำไรจากการดำเนินงาน 89.4 ล้านล้านวอน กำไรดังกล่าวสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2025 ราว 19 เท่า และทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 52%
ต่อมา ผลประกอบการฉบับสมบูรณ์ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ยืนยันรายได้ 171.5 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของบริษัท
แรงส่งหลักมาจากความต้องการหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชิป HBM หรือ High-Bandwidth Memory ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลให้ตัวเร่งประมวลผล AI ได้อย่างรวดเร็ว
Samsung ระบุว่าธุรกิจหน่วยความจำมียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังขยายการจัดส่ง HBM4 และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้าน server DRAM และ NAND flash นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าได้จัดส่งตัวอย่าง HBM4E เป็นรายแรกของอุตสาหกรรม
แรงซื้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ HBM เท่านั้น ราคาขาย DRAM เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ในไตรมาสเดือนเมษายน–มิถุนายน ขณะที่ราคา NAND เพิ่มขึ้นประมาณ 53% เนื่องจากอุปสงค์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI ตึงตัวกว่ากำลังการผลิต
จุดสำคัญคือ Samsung ไม่ได้ทำกำไรเพิ่มขึ้น 19 เท่าเพราะขายชิปได้มากขึ้น 19 เท่า แต่เป็นเพราะการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้างพร้อมกันในตลาด DRAM, NAND flash และหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถปรับขึ้นราคาได้อย่างมาก
ผู้บริหารฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung เคยระบุว่าความต้องการชิปหน่วยความจำน่าจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่องไปถึงปี 2027 อย่างไรก็ตาม ยิ่งราคาชิปปรับตัวสูงขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงว่าลูกค้าอาจชะลอการสั่งซื้อหรือเร่งหาทางเลือกอื่นในอนาคต
แม้ผลประกอบการจะดีกว่าที่ตลาดคาด หุ้น Samsung กลับปิดลดลงเกือบ 7% ในวันที่ประกาศตัวเลข หลังระหว่างวันเคยร่วงไปถึงประมาณ 10% นักลงทุนลบมูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทออกไปมากกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์
แรงเทขายดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยดัชนี KOSPI ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวลง 4.91% ในวันเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Samsung มีน้ำหนักสูงในดัชนี
คำอธิบายสำคัญคือราคาหุ้นได้ปรับขึ้นไปราว 150% ในช่วง 12 เดือนก่อนประกาศผลประกอบการ ทำให้ความคาดหวังต่อ “ไตรมาสมหัศจรรย์” ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นล่วงหน้าแล้ว เมื่อผลลัพธ์ออกมาตามที่นักลงทุนคาดไว้ จึงไม่มีปัจจัยใหม่มากพอที่จะผลักดันราคาขึ้นต่อ และเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “sell the news” หรือการขายทำกำไรหลังข่าวดีเกิดขึ้นจริง
นักวิเคราะห์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ วัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์อาจแตะจุดสูงสุด ต้นทุนการลงทุนขยายกำลังการผลิตอาจเพิ่มขึ้น และกำไรในอนาคตอาจไม่เติบโตเร็วเท่ากับที่ตลาดคาด มุมมองจึงแตกออกเป็นสองด้าน: ฝ่ายหนึ่งยังเชื่อในแรงส่งจาก AI แต่อีกฝ่ายระวังความเสี่ยงของภาวะ “พีกรอบสั้น” หรือกำไรที่อาจสูงสุดในระยะใกล้
ความย้อนแย้งของ Samsung ในไตรมาสนี้คือ ธุรกิจหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนกำไรมหาศาล ขณะที่ธุรกิจ Mobile Experience หรือ MX ซึ่งดูแลสมาร์ตโฟนกลับถูกต้นทุนชิปกดดัน
เมื่อราคา DRAM และ NAND ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟนของ Samsung ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กล่าวอีกแบบคือ ธุรกิจชิปของบริษัทได้ประโยชน์จากการขึ้นราคา แต่ธุรกิจมือถือซึ่งต้องซื้อชิปไปใช้กลับต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น
รายงานเบื้องต้นระบุว่าธุรกิจมือถืออาจขาดทุนสุทธิประมาณ 740 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งหากยืนยันจะเป็นการขาดทุนครั้งแรกของธุรกิจดังกล่าว ตัวเลขนี้มาจากรายงานของบุคคลภายในและยังไม่ใช่ตัวเลขที่ Samsung ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางของธุรกิจชัดเจนว่ากำไรถูกบีบตัวลงอย่างหนัก โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดจาก 11% ในปีก่อนเหลือเพียง 3% ในไตรมาสแรกของปี 2026
ในการประชุมผลประกอบการ Samsung ระบุว่ากำไรของธุรกิจสมาร์ตโฟน “ปรับตัวลดลง” จากต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น แม้ยอดขายสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมอย่าง Galaxy S26 จะยังรองรับได้ดี
ภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกก็ไม่เอื้ออำนวยนัก โดยยอดจัดส่งในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 4% จากปีก่อน เนื่องจากวิกฤตหน่วยความจำกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มต้นทุนชิ้นส่วน อย่างไรก็ตาม Samsung ยังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 22% และคงตำแหน่งผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกไว้ได้
กระแส AI ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ Samsung เพียงรายเดียว ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง SK Hynix และ Micron ก็ได้รับแรงหนุนจากราคาของ DRAM และ NAND ที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งตลาดท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัว
SK Hynix เป็นผู้นำตลาด HBM3E และถูกคาดหมายว่าจะรายงานผลประกอบการแข็งแกร่งจากความต้องการ AI ระลอกเดียวกับ Samsung อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ของ SK Hynix อย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปตัวเลขเปรียบเทียบโดยตรง
นักวิเคราะห์บางรายคาดว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำอาจดำเนินต่อไปถึงปี 2027 ซึ่งจะทำให้ Samsung, SK Hynix และ Micron มีอำนาจต่อรองด้านราคาสูง แต่ในเวลาเดียวกัน ราคาที่สูงและกำไรที่พุ่งแรงก็ทำให้ตลาดจับตาว่าอุปสงค์จาก AI จะยั่งยืนเพียงใด
Samsung มองว่าความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันบริษัทก็ยอมรับว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นและตลาดมือถือที่ชะลอตัวอาจกลายเป็นแรงกดดันในช่วงครึ่งหลังของปี
เพื่อรับมือกับตลาดมือถือ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มยอดขายรุ่นเรือธง เช่น Galaxy S26 Ultra และ Z Fold 7 เพื่อชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนและการชะลอตัวของสินค้าในตลาดระดับราคาที่อ่อนไหว
ไตรมาส 2 ปี 2026 จึงสะท้อนภาพ Samsung ได้อย่างชัดเจนกว่าที่เคย: บริษัททำกำไรจากชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ได้มหาศาลจนสร้างสถิติใหม่ของวงการเทคโนโลยี แต่ตลาดหุ้นกำลังมองข้ามตัวเลขในปัจจุบันไปยังคำถามที่ยากกว่า—กำไรระดับนี้จะยั่งยืนแค่ไหน และวัฏจักร AI จะยังมีแรงส่งมากพอสำหรับไตรมาสถัดไปหรือไม่