จากหลักฐานที่มีอยู่ คำตอบสนองระดับสูงถูกใช้เป็นหมวดการเข้ารหัสพฤติกรรมของผู้ดูแลในการสนทนากับเด็ก แต่ข้อมูลที่ให้มายังไม่พอจะระบุอย่างแน่ชัดว่าในงานวิจัยนี้นับรวมพฤติกรรมแบบใดบ้าง เช่น การขยายประโยคของเด็ก การถามต่อ การเรียบเรียงคำพูดใหม่ หรือการเติมความหมาย
ดังนั้น เมื่ออ่านผลนี้ ควรเข้าใจอย่างระมัดระวังว่า งานวิจัยสนับสนุนความสำคัญของ “คุณภาพของการตอบสนอง” แต่ยังไม่ควรสรุปรายละเอียดเชิงวิธีปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงเกินกว่าหลักฐานที่มี
หลักฐานที่เกี่ยวข้องชี้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอาจได้รับอิทธิพลจากภาษาที่พ่อแม่ป้อนให้และรูปแบบการใช้ภาษาของพ่อแม่มากกว่าเด็กที่ได้ยินปกติ
งานวิจัยหนึ่งพบว่า ไม่ได้เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มในวิธีที่พ่อแม่โต้ตอบกับลูกโดยรวม แต่พบความแตกต่างชัดเจนในผลของภาษาที่พ่อแม่ป้อนให้ต่อความสามารถทางภาษาของเด็กเมื่ออายุ 48 เดือน เด็กที่ได้ยินปกติดูจะค่อนข้างยืดหยุ่นต่อสไตล์ภาษาของพ่อแม่ ขณะที่เด็กที่ใช้เครื่องช่วยฟังได้รับอิทธิพลมากจากปริมาณภาษาที่พ่อแม่ป้อนให้ และเด็กที่ใช้ประสาทหูเทียมได้รับอิทธิพลมากจากภาษาที่กระตุ้นให้เด็กพูดและเป็นแบบอย่างของภาษาที่ซับซ้อนขึ้น
ในภาพกว้าง เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินยังมีความเสี่ยงต่อผลลัพธ์ด้านภาษาที่ต่ำกว่าเด็กทั่วไปในหลายงานวิจัย เช่น งานหนึ่งรายงานว่าเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยินทั้งสองข้างมีคะแนนมาตรฐานด้านภาษารับเข้าเฉลี่ย 85 และมีการพิจารณาว่าผลด้านภาษาต่ำกว่าระดับความสามารถทางปัญญาแบบไม่ใช้ภาษา อีกงานหนึ่งรายงานว่าเด็กอายุ 5 ปีที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีคะแนนภาษารับเข้าและภาษาแสดงออกเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กที่มีพัฒนาการทั่วไปประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนด้านการผลิตเสียงพูดกับการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันต่ำกว่ามากกว่า 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ข้อค้นพบที่ใช้งานได้มากที่สุดคือ เด็กอาจไม่ได้ต้องการแค่การได้ยินคำพูดจำนวนมาก แต่ต้องการการโต้ตอบที่รับช่วงจากสิ่งที่เด็กพูด แล้วช่วยให้ภาษาเดินต่อไป งานวิจัยรายงานว่าครอบครัวและนักการศึกษาอาจได้ประโยชน์จากคำแนะนำและการโค้ช เพื่อให้ใช้คำตอบสนองระดับสูงได้ในปฏิสัมพันธ์ทางภาษาพูดตามธรรมชาติกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
ในทางปฏิบัติ หลักฐานนี้จึงชวนให้หันไปมองคุณภาพของบทสนทนา เช่น ผู้ใหญ่รับฟังเด็กหรือไม่ ตอบกลับในจังหวะที่เด็กเริ่มสื่อสารหรือไม่ และช่วยให้เด็กมีโอกาสใช้ภาษามากขึ้นหรือไม่ แต่รายละเอียดว่าคำตอบสนองแบบใดให้ผลกับทักษะภาษาแต่ละด้านมากที่สุดยังไม่ชัดเจนจากข้อมูลที่มี
หลักฐานที่ให้มายังไม่ยืนยันความเป็นเหตุและผล กล่าวคือ ยังสรุปไม่ได้ว่า การใช้คำตอบสนองระดับสูงเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ผลลัพธ์ด้านภาษาของเด็กดีขึ้น
ความสัมพันธ์ที่พบอาจเกิดได้ทั้งสองทาง เด็กที่มีทักษะภาษาดีขึ้นอาจกระตุ้นให้ผู้ดูแลตอบสนองในระดับที่ซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันการตอบสนองของผู้ดูแลก็อาจเกี่ยวข้องกับการเติบโตทางภาษาของเด็ก
ยังไม่เห็นรายละเอียดเรื่องขนาดของผลลัพธ์ ค่าสถิติ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง หรือความแตกต่างระหว่างกลุ่มจากหลักฐานที่ให้มา
ยังไม่ชัดเจนว่าคำตอบสนองระดับสูงสัมพันธ์กับภาษาเด็กด้านใดมากที่สุด เช่น ภาษารับเข้า ภาษาแสดงออก คำศัพท์ ไวยากรณ์ หรือทักษะการสนทนา
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบช่วงปี 2006 ถึง 2016 มีเป้าหมายเพื่อสรุปหลักฐานเรื่องความแตกต่างของปริมาณภาษาที่เด็กที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการได้ยินได้รับ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษาที่ป้อนให้กับผลลัพธ์ด้านภาษา ทั้งภาษารับเข้าและภาษาแสดงออก ในเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
หลักฐานส่วนนี้ทำให้ผลการศึกษาเรื่องคำตอบสนองของผู้ดูแลมีน้ำหนักในเชิงบริบทมากขึ้น เพราะไม่ได้มองเพียงว่าเด็กได้ยินคำพูดมากแค่ไหน แต่ชวนให้พิจารณาว่า คำพูดของผู้ใหญ่มีลักษณะอย่างไร และช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กใช้ภาษาของตนเองหรือไม่
ผลการศึกษาหลักคือ คำตอบสนองระดับสูงของผู้ดูแลสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านภาษาของเด็กก่อนวัยเรียน สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หลักฐานที่เกี่ยวข้องยังชี้ว่าภาษาที่พ่อแม่ป้อนให้และรูปแบบการใช้ภาษาอาจมีผลมากเป็นพิเศษต่อความสามารถทางภาษา
แต่การตีความควรอยู่บนความระมัดระวัง งานวิจัยนี้สนับสนุนความสำคัญของคุณภาพการตอบสนองในบทสนทนากับเด็ก มากกว่าจะพิสูจน์สูตรสำเร็จว่าการตอบสนองแบบใดทำให้ภาษาเด็กดีขึ้นโดยตรง
Comments
0 comments