ตามรายงานของ Sina Finance ทรัมป์เขียนบนโซเชียลมีเดียว่า ในการเดินเรือที่เกี่ยวข้องกับ “Project Freedom” หรือภารกิจที่สหรัฐฯ เปิดขึ้นเมื่อวันจันทร์เพื่อช่วยนำเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้ยิงใส่เรือของประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมถึงเรือสินค้าเกาหลีใต้ลำหนึ่ง
จากนั้นทรัมป์เขียนว่า “บางทีถึงเวลาแล้วที่เกาหลีใต้ต้องเข้าร่วมภารกิจนี้!” ประโยคนี้มีผลทางการเมืองชัดเจน เพราะทำให้เกาหลีใต้ไม่ใช่เพียงประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ แต่ถูกดึงเข้ามาอยู่ในกรอบว่า “เรือของตัวเองก็ถูกคุกคาม”
ก่อนเหตุเรือสินค้า ทรัมป์ได้ขยายประเด็นฮอร์มุซให้เป็นเรื่องการแบ่งภาระระหว่างหลายประเทศอยู่แล้ว หนังสือพิมพ์ทงอาอิลโบรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์เรียกร้องให้เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความพยายามของอิหร่านในการปิดกั้นช่องแคบควรร่วมกับสหรัฐฯ รักษาเส้นทางนี้ให้เปิดและปลอดภัย
สำนักข่าวฮันกยอเรอธิบายแนวคิดนี้ว่าเป็นมุมมองความมั่นคงแบบ “ซื้อขายแลกเปลี่ยน” ในแบบของทรัมป์ กล่าวคือ ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ได้รับประโยชน์จากการที่น้ำมันผ่านฮอร์มุซได้ จึงควรแบ่งรับ “ต้นทุนด้านความมั่นคง” ของเส้นทางเดินเรือนี้ด้วย
พูดให้สั้นลง ทรัมป์ไม่ได้จี้เกาหลีใต้เพียงเพราะเรือสินค้าลำเดียว แต่เพราะสหรัฐฯ กำลังวางนิยามใหม่ว่า ความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซไม่ควรเป็นภาระของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียว หากเป็นบิลร่วมของประเทศที่ได้ประโยชน์จากเส้นทางพลังงานนี้
เหตุผลแรกคือการพึ่งพาพลังงาน อาจูเดลีอ้างข้อมูลจากสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานเกาหลีว่า ในปี 2024 เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วน 62%, 69% และ 49% ตามลำดับ ภายใต้ชุดข้อมูลที่สื่อเกาหลีรายงาน เกาหลีใต้จึงเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจเอเชียที่พึ่งพาเส้นทางนี้สูงพอสมควร
แต่มีข้อควรระวังสำคัญ: สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่าทรัมป์เคยอ้างว่าสัดส่วนน้ำมันดิบที่ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้นำเข้าผ่านฮอร์มุซอยู่ที่ 95%, 90% และ 35% ตามลำดับ ขณะที่อาจูเดลีชี้ว่าตัวเลขที่ทรัมป์กล่าวต่อสาธารณะไม่ตรงกับข้อมูลของสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานเกาหลี ดังนั้น ตัวเลขของทรัมป์ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเชิงกดดัน มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้ง
เหตุผลที่สองคือสถานะพันธมิตรและประเด็นกองกำลังสหรัฐฯ สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า เมื่อทรัมป์ผลักดันให้หลายประเทศร่วมภารกิจคุ้มกัน เขาย้ำว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่พันธมิตรและประเทศหุ้นส่วนมาอย่างยาวนาน และกดดันประเทศที่มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น อาจูเดลีสรุปเกณฑ์ของทรัมป์ไว้สองข้อ คือระดับการพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านฮอร์มุซ และระดับการได้รับประโยชน์จากหลักประกันความมั่นคงของสหรัฐฯ
เมื่อสองเงื่อนไขนี้มาประกบกัน เกาหลีใต้จึงยากจะวางเรื่องนี้ไว้เป็นเพียง “ปัญหาทางทะเลในตะวันออกกลาง” ในเรื่องเล่าของทรัมป์ นี่เป็นทั้งปัญหาพลังงาน ปัญหาความรับผิดชอบของพันธมิตร และคำถามว่าโซลพร้อมแบ่งต้นทุนในระเบียบความมั่นคงที่สหรัฐฯ นำอยู่แค่ไหน
ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถ้อยคำของทรัมป์ โชซุนอิลโบรายงานว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พูดคุยทางโทรศัพท์กับโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ และย้ำว่า เพื่อรับประกันความปลอดภัยระยะยาวของช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญกว่าที่เคย
รายงานเดียวกันระบุว่า รูบิโอไม่ได้พูดตรง ๆ ว่า “ส่งเรือรบ” แต่ท่าทีดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าเป็นการขอให้เกาหลีใต้และประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมแนวคิดกองเรือคุ้มกันหลายชาติที่ทรัมป์เสนอ รายงานยังระบุด้วยว่าทรัมป์กล่าวว่าจะจดจำว่าประเทศใดให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมอาจกระทบความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในอนาคต
จากรายงานที่มีอยู่ เกาหลีใต้ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทงอาอิลโบอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งว่า เมื่อทรัมป์แสดงเจตนาชัดแล้ว โซลจะ “หารืออย่างรอบคอบ” ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกรายระบุว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ประเมินมานานแล้วว่าสหรัฐฯ อาจยื่นข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรม เช่น การส่งกำลังหรือการสนับสนุนด้านอาวุธ แม้เกาหลีใต้ต้องการหลีกเลี่ยงการส่งกำลังโดยตรงให้มากที่สุด แต่ยังต้องหารือกันต่อ
รายงานเดียวกันยังระบุว่า ภายในรัฐบาลเกาหลีใต้มีมุมมองว่า ด้วยระดับการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สูง จึงยากจะปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้ง่าย ๆ ในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอให้ตอบสนองในรูปแบบการคุ้มกันภายใต้กรอบ “ปฏิบัติการร่วม” แทนการส่งกำลังรบโดยตรง
ดังนั้นโจทย์ของเกาหลีใต้ไม่ใช่เพียง “เข้าร่วมหรือปฏิเสธ” แต่มีหลายระดับให้ชั่งน้ำหนัก: จะส่งเรือหรือไม่ จะเข้าร่วมปฏิบัติการร่วมรูปแบบใด จะจำกัดบทบาทไว้ที่การคุ้มกันได้หรือไม่ และจะลดความเสี่ยงจากการถูกดึงลึกเข้าไปในความขัดแย้งตะวันออกกลางอย่างไร
โดยสรุป ทรัมป์จี้เกาหลีใต้ด้วยเหตุผลหลักสามประการ หนึ่ง เขาอ้างว่าอิหร่านยิงใส่เรือในการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับ “Project Freedom” และมีเรือสินค้าเกาหลีใต้รวมอยู่ด้วย สอง สื่อเกาหลีรายงานข้อมูลที่ชี้ว่าเกาหลีใต้พึ่งพาเส้นทางน้ำมันผ่านฮอร์มุซสูง และสาม สหรัฐฯ มองเกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรที่ได้รับการค้ำประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ จึงควรช่วยแบ่งภาระความปลอดภัยทางทะเล
ประเด็นที่ควรจับตาไม่ใช่แค่ว่าทรัมป์เอ่ยชื่อพันธมิตรอีกประเทศหนึ่ง แต่คือการที่วอชิงตันพยายามนิยามความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซใหม่ให้เป็นปัญหาแบบ “ผู้ได้ประโยชน์ร่วมจ่าย” สำหรับเกาหลีใต้ ความยากจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน แรงกดดันจากพันธมิตรสหรัฐฯ และการหลีกเลี่ยงการถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเกินกว่าที่รับได้