ฝั่งกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันตอบโต้ว่า ไต้หวันมีสิทธิเลือกติดต่อและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ด้วยตนเอง และไม่ยอมรับการแทรกแซงหรือการกดดันจากประเทศใด ๆ โดยย้ำว่าการเดินทางเยือนต่างประเทศของประธานาธิบดีไต้หวันสอดคล้องกับธรรมเนียมระหว่างประเทศและเป็นเรื่องปกติ
นี่คือจุดต่างของการตีความ: ไต้หวันมองว่าการเยือนประเทศพันธมิตรเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติ แต่ปักกิ่งมองกิจกรรมลักษณะนี้ผ่านกรอบ “จีนเดียว” และกังวลว่าการปรากฏตัวของผู้นำไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศจะถูกอ่านว่าเป็นการเพิ่มสถานะและพื้นที่ทางอธิปไตยของไต้หวัน
กรณีนี้ใหญ่กว่า “สงครามคำพูด” ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน เพราะแรงเสียดทานเกิดขึ้นกับเรื่องทางเทคนิคอย่างการอนุญาตบินของเครื่องบินประธานาธิบดี กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุเมื่อวันที่ 24 เมษายนว่า ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อการที่กำหนดการเยือนเอสวาตินีของไล่ ชิงเต๋อถูกขัดขวาง และเรียกร้องให้จีนหยุดกดดันไต้หวัน
กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันอ้างถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า ประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามการชี้นำของจีน จนรบกวนความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของการเดินทางตามปกติของเจ้าหน้าที่ไต้หวัน สหรัฐฯ ยังชี้ว่าเขตข่าวสารการบิน หรือ FIR ที่ประเทศต่าง ๆ รับผิดชอบนั้นครอบคลุมน่านฟ้าระหว่างประเทศมากกว่าน่านฟ้าอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และความรับผิดชอบดังกล่าวมีไว้เพื่อความปลอดภัยการบิน ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของปักกิ่ง
พูดอีกแบบคือ สหรัฐฯ ไม่ได้มองแค่ว่าประธานาธิบดีไต้หวันจะเดินทางได้หรือไม่ แต่มองว่าระบบบริหารความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศอาจถูกแรงกดดันทางการเมืองจากบุคคลที่สามนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุว่าสหรัฐฯ ยังมองเรื่องนี้ว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการข่มขู่จากปักกิ่งต่อไต้หวันและผู้สนับสนุนไต้หวันทั่วโลก รวมถึงเกี่ยวข้องกับการใช้ระบบการบินพลเรือนระหว่างประเทศในทางที่ไม่เหมาะสม
เหตุผลแรกคือสหรัฐฯ ตีความทริปนี้ว่าเป็นการเยือนตามปกติ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตอบคำถาม CNA ว่า การเดินทางของประธานาธิบดีไต้หวันไปเอสวาตินีเป็นการเยือนตามปกติและไม่ควรถูกทำให้เป็นการเมือง พร้อมระบุว่าไต้หวันเป็นพันธมิตรที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไว้วางใจและมีขีดความสามารถ
สหรัฐฯ ยังชี้ว่า ประธานาธิบดีไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทุกคนเคยเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน และอดีตประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินก็เคยเยือนเอสวาตินีในปี 2018 และ 2023 ดังนั้นกำหนดการลักษณะนี้จึงไม่ควรถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง
เหตุผลที่สองคือสหรัฐฯ วางเรื่องนี้ไว้ในกรอบการต่อต้านการบีบบังคับ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันอ้างท่าทีของสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันเรียกร้องให้ปักกิ่งหยุดกดดันไต้หวันทั้งทางทหาร การทูต และเศรษฐกิจ และหันไปใช้การพูดคุยที่มีความหมายเพื่อจัดการความเห็นต่าง
เอสวาตินีเป็นประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวันในแอฟริกา และสำนักงานประธานาธิบดีไต้หวันวางการเยือนครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และดิจิทัล
ดังนั้นความสำคัญของเอสวาตินีไม่ได้อยู่แค่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ แต่อยู่ที่การเป็นเวทีที่ไต้หวันยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการและการติดต่อระดับผู้นำได้ สำหรับไต้หวัน นี่คือการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามปกติ สำหรับปักกิ่ง นี่คือกิจกรรมที่ถูกนำไปผูกกับข้อโต้แย้งเรื่อง “สองจีน” หรือ “จีนเดียว ไต้หวันหนึ่ง” ส่วนสำหรับสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีทดสอบว่าจีนใช้แรงกดดันผ่านประเทศที่สามและระบบบริหารการบินเพื่อจำกัดไต้หวันหรือไม่
สรุปแล้ว การเยือนเอสวาตินีของไล่ ชิงเต๋อกลายเป็นจุดปะทะเชิงการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะมันเชื่อมโยงพร้อมกันทั้งสถานะการทูตระดับผู้นำของไต้หวัน จุดยืน “จีนเดียว” ของปักกิ่ง และความกังวลของสหรัฐฯ ว่ากฎความปลอดภัยด้านการบินอาจถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้ตัวทริปจะเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไต้หวันกับเอสวาตินี แต่เมื่อใบอนุญาตบินถูกยกเลิกและสหรัฐฯ ออกมาพูดชัด เรื่องนี้จึงถูกขยายเป็นการต่อสู้เรื่องกติกาสากลและพื้นที่ทางการทูตของไต้หวัน
Comments
0 comments