ประกาศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติของจีน หรือ NIA ระบุว่า การขยายครั้งนี้ต่อยอดจากการใช้ช่องทางอัจฉริยะสแกนใบหน้าที่ด่านเซินเจิ้นเบย์และด่านกงเป่ยในจูไห่ แล้วขยายไปยังด่านอื่น ๆ รวมถึงเหิงฉินและสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า.
ผู้ที่มีคุณสมบัติและยินยอมให้เก็บและตรวจสอบข้อมูลใบหน้า ลายนิ้วมือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถเลือกใช้ช่องทางด่วนอัจฉริยะ ณ จุดตรวจชายแดนได้. กลุ่มหลักที่ประกาศระบุ ได้แก่
ข้อควรระวังคือ สแกนหน้าไม่ได้แปลว่าสามารถไม่พกเอกสารได้ คำแนะนำจากหน่วยงานด่านในเซินเจิ้นระบุว่า แม้ใช้ช่องสแกนใบหน้า ผู้เดินทางยังต้องพกเอกสารเข้า–ออกประเทศที่มีผลบังคับใช้ติดตัวไว้ด้วย. หากเป็นผู้มีคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยทำขั้นตอนอนุญาตหรือเก็บข้อมูล สามารถติดต่อจุดเก็บข้อมูลช่องทางด่วนที่ด่านเพื่อดำเนินการตามระเบียบ รวมถึงการเก็บข้อมูลใบหน้าและลายนิ้วมือ.
สำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้ถือเอกสารในกลุ่มที่ประกาศระบุ เช่น เดินทางด้วยหนังสือเดินทางต่างชาติทั่วไป ไม่ควรสันนิษฐานว่าจะใช้ช่องทางนี้ได้เองโดยอัตโนมัติ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำด่านก่อนเดินทาง.
ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ ประเด็นที่ชัดเจนที่สุดคือ ผู้ใช้ช่องทางอัจฉริยะต้องยินยอมให้เก็บและตรวจสอบข้อมูล “ใบหน้าและลายนิ้วมือ” เพื่อใช้ในการตรวจชายแดน. คำแนะนำจากด่านยังระบุว่าผู้ที่ยังไม่ได้ทำการอนุญาตสามารถเก็บข้อมูลใบหน้าและลายนิ้วมือตามขั้นตอนก่อนใช้งานได้.
แต่คำถามว่า “ทุกครั้งที่ผ่านต้องกดนิ้วหรือไม่” ยังไม่ควรตอบแบบเหมารวม รายงานภาคสนามของ Wen Wei Po ที่ด่านเหิงฉินบันทึกกรณีผู้เดินทางใช้ช่องทางอัจฉริยะสแกนใบหน้าและกดลายนิ้วมือ โดยใช้เวลารวมราวสิบกว่าวินาที. ข้อมูลนี้ชี้ว่าลายนิ้วมืออาจยังเป็นขั้นตอนยืนยันตัวตนในบางช่องทางหรือบางสถานการณ์ แต่ไม่ควรนำไปสรุปว่าทุกทิศทางและทุกช่องที่เกี่ยวข้องกับสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊าจะมีขั้นตอนเหมือนกันหมด.
ด่านฮ่องกงของสะพานฯ ไม่ใช่การนำระบบของด่านจีนแผ่นดินใหญ่มาใช้ตรง ๆ แต่เป็นโครงการของกรมตรวจคนเข้าเมืองฮ่องกง รายงานของ Hong Kong China News Agency ระบุว่า กรมตรวจคนเข้าเมืองฮ่องกงมีแผนเปิดโครงการนำร่อง “無感通關” ในไตรมาส 2 ค.ศ. 2026 โดยด่านฮ่องกงของสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊าจะเป็นจุดทดลองแรก.
ตามข้อมูลที่รายงาน ผู้มีคุณสมบัติที่ลงทะเบียนแล้วจะยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วินาทีในการดำเนินพิธีการ. ที่โถงขาออกของด่านฮ่องกงจะมีช่อง “無感 e-道” 2 ช่อง ออกแบบให้ประตูเปิดอยู่เป็นปกติ ช่องมีความยาวประมาณ 5 เมตร และติดตั้งกล้อง 5 ตัวในระดับความสูงและมุมที่ต่างกัน เพื่อถ่ายภาพใบหน้าแล้วเทียบกับฐานข้อมูลของกรมตรวจคนเข้าเมืองแบบทันที.
หากระบบพบความผิดปกติ ประตูจะปิดโดยอัตโนมัติและเจ้าหน้าที่จะเข้ามาดำเนินการ.
รายงานอีกฉบับที่อ้างคำระบุของรัฐมนตรีด้านความมั่นคงของฮ่องกงระบุว่า โครงการนี้จะเริ่มให้ชาวฮ่องกงที่มีคุณสมบัติใช้ก่อนในไตรมาส 2 ค.ศ. 2026 และจะพิจารณาขยายต่อโดยดูผลของโครงการนำร่อง ข้อมูลเดียวกันยังระบุว่าโมเดลนี้ไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือ.
ฝั่งมาเก๊าเองก็เดินหน้าเรื่องด่านอัจฉริยะเช่นกัน สำนักกิจการกองกำลังรักษาความปลอดภัยของมาเก๊าระบุว่า ช่องตรวจร่วมอัตโนมัติ 20 ช่องที่ด่านจูไห่–มาเก๊าของสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า และอีก 50 ช่องที่ด่านชิงเหม่าอยู่ระหว่างการอัปเกรดด้านอัจฉริยะ โดยข้อมูลถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ระบุว่าติดตั้งฮาร์ดแวร์แล้ว และจะเข้าสู่การทดสอบเชื่อมระบบ โดยตั้งเป้าให้มีเงื่อนไขพร้อมใช้งานภายในไตรมาส 2 ค.ศ. 2026.
ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 สำนักกิจการกองกำลังรักษาความปลอดภัยของมาเก๊าระบุว่า ระหว่างวันที่ 22–24 เมษายน ได้ทำการทดสอบเฉพาะกิจระบบสแกนใบหน้าอัจฉริยะที่ด่านชิงเหม่าและด่านสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า เพื่อทดสอบความเข้ากันได้ของขั้นตอนงานและความสามารถรองรับโหลดของระบบ โดยผลทดสอบในสถานการณ์จำลองช่วงคนหนาแน่นมีเสถียรภาพ.
ส่วนช่องทางรถยนต์ต้องแยกออกจากช่องทางผู้โดยสารทั่วไปด้วย แหล่งข้อมูลของมาเก๊าระบุถึงช่องทางรถแบบ “ร่วมตรวจครั้งเดียว” ที่ด่านเหิงฉิน ซึ่งคนขับสามารถใช้การเปรียบเทียบชีวมิติ 2 แบบ คือใบหน้าและลายนิ้วมือ เพื่อดำเนินการตรวจชายแดนของมาเก๊าและเหิงฉินโดยไม่ต้องแสดงเอกสารจริง. อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้กล่าวถึงฉากการใช้งานของด่านเหิงฉิน/อ้าวฉินเป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าช่องทางรถทุกช่องของสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊าใช้รูปแบบเดียวกันแล้วทั้งหมด.
ตอนนี้สะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊าผ่านด่านแบบไม่ใช้เอกสารได้ทั้งหมดแล้วหรือยัง?
ยังไม่ใช่ ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่มีช่องทางอัจฉริยะสแกนใบหน้าให้ผู้มีคุณสมบัติเลือกใช้ แต่คำแนะนำจากด่านยังให้พกเอกสารที่มีผลบังคับใช้ ส่วนฝั่งฮ่องกงเป็นโครงการนำร่อง ไม่ใช่บริการที่เปิดให้ผู้เดินทางทุกคนใช้ทั้งหมด.
สแกนใบหน้าแปลว่าไม่เกี่ยวกับลายนิ้วมือเลยหรือไม่?
ไม่ควรเข้าใจแบบนั้น ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่กำหนดให้ผู้ใช้ยินยอมต่อการเก็บและตรวจสอบข้อมูลใบหน้าและลายนิ้วมือ และมีรายงานภาคสนามที่ด่านเหิงฉินว่าผู้เดินทางกดลายนิ้วมือระหว่างใช้ช่องสแกนใบหน้า. แต่โครงการนำร่องฝั่งฮ่องกงถูกรายงานว่าใช้การจดจำใบหน้าเป็นหลักและไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือ.
สรุปสั้นที่สุดคืออะไร?
ด่านที่เกี่ยวข้องกับสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊ากำลังทยอยใช้เทคโนโลยีชีวมิติในการผ่านด่านมากขึ้น แต่ “ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ขยายช่องสแกนใบหน้าแล้ว” “ฝั่งฮ่องกงเตรียมนำร่องผ่านด่านแบบไม่ต้องหยุด” และ “ฝั่งจูไห่–มาเก๊ากำลังอัปเกรดช่องตรวจร่วม” เป็นคนละเรื่องกัน ผู้เดินทางควรยึดตามทิศทางที่เดินทาง สถานะเอกสารของตน และคำแนะนำหน้างานเป็นหลัก.
Comments
0 comments