| กลุ่มการรักษา | ความหมายในคำถามนี้ | จุดที่ต้องดู |
|---|---|---|
| Decone หากเป็น dexamethasone/สเตียรอยด์ | การปรับภูมิคุ้มกันแบบกว้าง | ไม่เท่ากับการบล็อก TNF-α แบบจำเพาะ |
| IVIG | การให้ immunoglobulin ทางหลอดเลือดดำ | อยู่ในกลุ่ม fertility immunological treatments แต่ไม่ใช่ TNF blocker |
| anti-TNF biologics | ยาที่ออกฤทธิ์บล็อก TNF-α โดยตรง | ตัวอย่างเช่น infliximab, adalimumab, etanercept |
พูดง่าย ๆ คือ หากเป้าหมายของแพทย์คือ “ลดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยรวม” Decone + IVIG อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนรักษาได้ แต่ถ้าเป้าหมายคือ “TNF-α blockade” โดยตรง ก็ไม่ควรเรียกสูตรนี้แทนยา anti-TNF
TNF-α เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมดุลภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรตีความโดด ๆ งานวิจัยด้านภูมิคุ้มกันในช่วงตั้งครรภ์พบว่า สัดส่วนของ CD4+ T cells ที่สร้าง IFN-γ และ TNF-α ลดลงระหว่างตั้งครรภ์ สะท้อนว่า TNF-α เกี่ยวข้องกับภาพรวมของสมดุล Th1/Th2 และไซโตไคน์อื่น ๆ ด้วย
ในเอกสารแนวทางของ ASRM หรือสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งสหรัฐฯ มีการกล่าวถึงงานวิจัยที่ใช้การตรวจ flow cytometry เพื่อวัด TNFα:IL-10 intracellular ratio หลังการกระตุ้นเซลล์ และใช้ร่วมกับ NK cell cytotoxicity assay เพื่อจัดกลุ่มผู้ป่วย high-TNFα อีกงานวิจัยหนึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการสูงขึ้นของ TNF-α/IL-10 cytokine กับอัตราความสำเร็จของ IVF ในผู้หญิงที่ได้รับ adalimumab และ IVIG
ความหมายเชิงปฏิบัติคือ การถามว่า “ค่า TNF-α/IL-10 ลดลงหรือกลับเข้าสู่ช่วงที่แพทย์ตั้งเป้าหมายหรือยัง” มักตรงประเด็นกว่าการถามว่า “ได้ IVIG แล้วหรือยัง” หากมีเพียงค่า TNF-α ครั้งเดียว ไม่มีค่า baseline ก่อนรักษา ไม่มีการตรวจซ้ำหลังรักษา หรือใช้ห้องแล็บและวิธีตรวจคนละระบบ ก็จะประเมินได้ยากว่าสูตรยานั้นทำงานถึงเป้าหมายหรือไม่
มีงานวิจัยปี 2009 ที่ศึกษาว่า TNF-α inhibitors และ/หรือ IVIG ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของ IVF หรือไม่ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 38 ปีที่มีภาวะมีบุตรยากร่วมกับค่า Th1/Th2 cytokine สูง โดยการรักษารวมถึง adalimumab หรือ Humira และ IVIG งานนี้แสดงให้เห็นว่า anti-TNF + IVIG เคยถูกศึกษาในกรอบของภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับ IVF
แต่ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วย IVF ทุกคนที่มี TNF-α สูงควรเพิ่ม anti-TNF เอง HFEA มีท่าทีระมัดระวังต่อ fertility immunological treatments โดยระบุว่า steroids, IVIG, Humira/TNF blockers และการรักษากลุ่มนี้อาจมีผลสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน และในผู้ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกัน HFEA ระบุว่าไม่มีเหตุผลที่จะใช้การรักษาเหล่านี้เพื่อหวังปรับผลลัพธ์การเจริญพันธุ์ ส่วน ASRM กล่าวถึง TNFα:IL-10 ratio ในบริบทของการทบทวนหลักฐานและการจัดกลุ่มผู้ป่วยในงานวิจัย ไม่ใช่เป็นกฎตายตัวว่าค่าใดค่าหนึ่งต้องนำไปสู่การเพิ่มยากับทุกคน
คำว่าเพียงพอควรถูกนิยามด้วยผลตรวจและเป้าหมายที่ตกลงกับแพทย์ล่วงหน้า ไม่ใช่ด้วยชื่อสูตรยาเพียงอย่างเดียว
Decone + IVIG อาจเข้าใกล้เป้าหมายการรักษาได้มากขึ้นในสถานการณ์เหล่านี้:
อย่างไรก็ตาม TNFα:IL-10 ratio ที่ ASRM กล่าวถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเพื่อจัดกลุ่มผู้ป่วย จึงไม่ควรสรุปว่าทุกคนใช้ cut-off เดียวกันได้ หากต้องติดตามผล ควรพยายามใช้ห้องแล็บเดียวกัน วิธีตรวจเดียวกัน และช่วงอ้างอิงเดียวกัน เพื่อให้แพทย์ตีความการเปลี่ยนแปลงได้แม่นยำขึ้น
ไม่ควรสรุปว่า Decone + IVIG กด TNF-α ได้แล้ว หากอยู่ในสถานการณ์ต่อไปนี้:
ถ้าเริ่มมีการพูดถึง TNF-α blockers ควรให้แพทย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และแพทย์ด้านภูมิคุ้มกันหรือโรคข้อร่วมประเมิน ไม่ควรเพิ่มยา หยุดยา หรือปรับขนาดยาตามประสบการณ์ในอินเทอร์เน็ต เพราะ HFEA เตือนว่าการรักษากลุ่มนี้อาจมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างมาก
Decone + IVIG อาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับภูมิคุ้มกันใน IVF ได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่า TNF-α ถูกกดลงอย่างเพียงพอแล้ว หากตรวจซ้ำแล้วพบว่า TNF-α/IL-10 ถึงเป้าหมายที่แพทย์ตั้งไว้ สูตรนี้อาจถือว่าเพียงพอสำหรับแผนนั้น แต่ถ้าไม่มีการตรวจซ้ำ ค่า ratio ยังสูง หรือเป้าหมายคือการบล็อก TNF-α โดยตรง ก็ไม่ควรมองว่า Decone + IVIG แก้ปัญหา TNF-α ได้เรียบร้อยแล้ว
แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือ ยืนยันชื่อสามัญของ Decone ให้ชัด เข้าใจเป้าหมายการรักษา แล้วใช้การเปลี่ยนแปลงของ TNF-α/IL-10 ก่อน–หลังรักษาเป็นฐานในการคุยกับแพทย์ แทนการตัดสินใจเพิ่มยา anti-TNF ด้วยตนเอง