เรื่อง GameStop มักถูกเล่าแบบรวบรัดว่าเป็นวันที่นักลงทุนรายย่อยลุกขึ้นสู้วอลล์สตรีท แต่ถ้าถามให้ชัดว่า Roaring Kitty ได้ผลตอบแทนก้อนใหญ่จากตรงไหน คำตอบที่แม่นกว่าคือ: คีธ กิลล์ (Keith Gill) เข้าถือสถานะฝั่งซื้อใน GameStop ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยมีทั้งหุ้นและออปชันซื้อ จากนั้นในเดือนมกราคม 2021 โครงสร้างตลาดที่มีการขายชอร์ตหนาแน่น แรงซื้อจาก Reddit และการซื้อคืนเพื่อปิดสถานะของคนชอร์ต ก็เร่งให้ราคาผันผวนอย่างรุนแรง [5][
7]
นี่จึงไม่ใช่สูตรรวยเร็วที่หยิบไปใช้ซ้ำได้ง่าย ๆ แต่เป็นกรณีที่พอร์ตซึ่งวางไว้ก่อนกระแสหลัก ถูกตลาดประเมินราคาใหม่อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติมาก
ก่อนอื่น: เกือบ 48 ล้านดอลลาร์คือมูลค่าพอร์ต ไม่ใช่กำไรที่ล็อกไว้แล้ว
ข้อมูลสาธารณะระบุว่า Gill เริ่มเปิดสถานะ GameStop ในเดือนมิถุนายน 2019 ด้วยเงินราว 53,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยหุ้น 50,000 หุ้นและออปชันซื้อ 500 สัญญา ภายในวันที่ 27 มกราคม 2021 มูลค่าสถานะที่เขาโพสต์ต่อสาธารณะสูงเกือบ 48 ล้านดอลลาร์ [5]
แต่ตัวเลขนี้ต้องอ่านให้ถูก: มันคือมูลค่าตามราคาตลาด ณ เวลาหนึ่ง ไม่ใช่กำไรที่ขายออกมาและรับรู้แล้วทั้งหมด แหล่งข้อมูลเดียวกันระบุว่า หลังจากราคาหุ้นเหวี่ยงแรง มูลค่าสถานะของเขาลดลงเหลือราว 33 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 29 มกราคม [5]
ดังนั้น เรื่องของ Roaring Kitty ไม่ใช่กรณีคลาสสิกของการลงทุนที่ค่อย ๆ ทบต้นอย่างนิ่ง ๆ แต่เป็นกรณีของสถานะที่สวนมุมมองกระแสหลักและถูกตีราคาใหม่อย่างรวดเร็ว เมื่อเจอโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการบีบชอร์ต
ชั้นที่หนึ่ง: เขาเริ่มจากมุมมองว่าหุ้นถูกประเมินค่าต่ำ ไม่ใช่แค่กระแสมีม
Gill เป็นที่รู้จักบน YouTube ในชื่อ Roaring Kitty และบน Reddit ในชื่อ DFV ไทม์ไลน์ของ TheStreet ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 เขาเริ่มปล่อยวิดีโออธิบายว่าเขาถือ GME มาตั้งแต่กลางปี 2019 และเชื่อว่าบริษัทถูกประเมินค่าต่ำเกินไป รวมถึงถูกขายชอร์ตมากเกินไป เขายังเสนอเหตุผลทำนองเดียวกันใน r/WallStreetBets [7]
นั่นทำให้ตรรกะตั้งต้นของ Gill ใกล้กับการลงทุนแบบ deep value มากกว่าการไล่ตามกระแส meme stock ที่เกิดขึ้นภายหลัง งานกรณีศึกษาของ Monmouth ก็อธิบาย Gill ว่าเป็นนักลงทุนที่มองหา deep value หรือมูลค่าบางอย่างของบริษัทที่ตลาดอาจมองข้าม [1]
เขาไม่ใช่คนเดียวที่เห็นโอกาสใน GameStop ตั้งแต่ช่วงต้น TradingSim ระบุว่า Michael Burry เคยถือหุ้น GameStop ในปี 2019 เพราะมองว่าหุ้นถูกประเมินค่าต่ำ แต่ Burry ขายออกไปก่อนเกิด short squeeze ครั้งใหญ่ [3] จุดที่ทำให้ Gill แตกต่างจึงไม่ใช่แค่การมองบวกต่อ GameStop แต่คือการเข้าถือเร็ว ถืออยู่นาน และเผยแพร่เหตุผลของตัวเองอย่างต่อเนื่องผ่าน YouTube และ Reddit [
7]
ชั้นที่สอง: เมื่อชอร์ตแออัด ราคาขึ้นจะกลายเป็นแรงซื้อเพิ่ม
หัวใจของเหตุการณ์ GameStop คือโครงสร้างการขายชอร์ตที่หนาแน่นผิดปกติ การขายชอร์ตโดยพื้นฐานคือการยืมหุ้นมาขายก่อน โดยหวังว่าจะซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าในอนาคตเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง [4]
ปัญหาคือถ้าราคาหุ้นกลับขึ้น คนที่ชอร์ตอยู่จะเจอแรงกดดันให้ซื้อหุ้นคืนเพื่อจำกัดขาดทุนหรือปิดสถานะ ข้อมูลระบุว่าในเดือนมกราคม 2021 จำนวนหุ้น GameStop ที่ถูกขายชอร์ตค้างอยู่เคยสูงกว่า 140% ของหุ้น public float หรือหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายได้ในมือสาธารณะ เมื่อราคาขยับขึ้น การซื้อคืนของฝั่งชอร์ตจึงยิ่งดันราคาให้สูงขึ้น กลายเป็น short squeeze แบบชัดเจน [5]
นี่คือเหตุผลที่การขึ้นของ GameStop ไม่ใช่เพียงแรงซื้อปกติ ราคาที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อคนชอร์ต คนชอร์ตซื้อคืนก็สร้างแรงซื้อใหม่ แรงซื้อใหม่ผลักราคาให้สูงขึ้นอีก วงจรนี้จึงสามารถเร่งตัวได้เองในช่วงเวลาสั้น ๆ [4][
5]
แรงกระแทกไปถึงผู้เล่นมืออาชีพด้วย ข้อมูลระบุว่า Melvin Capital ซึ่งชอร์ต GameStop หนัก ขาดทุนราว 53% ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2021 และ Citadel กับพันธมิตร รวมถึง Point72 ใส่เงินสนับสนุนให้ Melvin รวม 2.75 พันล้านดอลลาร์ [8]
ชั้นที่สาม: ออปชันซื้อทำให้พอร์ตไวต่อการพุ่งขึ้นของราคา
พอร์ต GameStop ของ Gill ไม่ได้มีแต่หุ้น แต่มีออปชันซื้อด้วย [5] ส่วนนี้สำคัญมาก หุ้นทำให้เขาได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาหุ้นที่ขึ้น แต่ออปชันซื้อทำให้พอร์ตมีความไวต่อการพุ่งขึ้นของราคามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ออปชันไม่ใช่เครื่องขยายผลตอบแทนฟรี ๆ มันขยายทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องทิศทางและเวลา หากราคาหุ้นไม่ขึ้นแรงพอหรือไม่ขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ส่วนของออปชันอาจเสียหายอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การที่ Gill เห็นมูลค่าพอร์ตบนกระดาษพุ่งขึ้นมหาศาล ไม่ได้เกิดจากการมองถูกทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการถือโครงสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นสูงก่อนที่เหตุการณ์จะปะทุ [5]
ชั้นที่สี่: Reddit เปลี่ยน thesis การลงทุนให้กลายเป็นเหตุการณ์ตลาด
ต้นปี 2021 GameStop มีตัวเร่งหลายอย่าง ไทม์ไลน์ของ TheStreet ระบุว่า Ryan Cohen เข้าบอร์ด GameStop ในวันที่ 11 มกราคม 2021 และหลังจากนั้นการพูดคุยเกี่ยวกับ GME ใน r/WallStreetBets ก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง [7] แหล่งข้อมูลอีกชุดระบุว่าการพุ่งขึ้นของ GameStop ในเดือนมกราคม 2021 เกี่ยวข้องกับแรงซื้อจำนวนมากจากนักลงทุนรายย่อยใน r/WallStreetBets [
5]
แต่ควรแยก Gill ออกจากผู้ตามกระแสภายหลัง งานของ Vernimmen ชี้ว่าเหตุผลของ Gill ยึดกับมูลค่าพื้นฐานของบริษัทมากกว่า ขณะที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่เข้ามาภายหลังดูเหมือนกำลังมองหาโอกาสบีบชอร์ต เพื่อทำกำไรจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ [6]
พูดอีกแบบคือ Gill เสนอเรื่องเล่าการลงทุนที่คนอื่นนำไปแชร์ต่อได้ ส่วนแรงซื้อจากชุมชน Reddit การซื้อคืนของคนชอร์ต และโครงสร้างออปชันในตลาด คือสิ่งที่ผลักให้เรื่องเล่านั้นกลายเป็นเหตุการณ์ตลาดที่หายาก [5][
6][
7]
ทำไมสูตรนี้ลอกยาก
ข้อแรก การคิดสวนตลาดไม่ได้แปลว่าจะได้เงินทันที ต่อให้ GameStop มีโอกาสถูกประเมินค่าต่ำจริง ตลาดก็อาจใช้เวลานานมากกว่าจะปรับมุมมอง กรณีของ Michael Burry ที่เห็นโอกาสตั้งแต่ปี 2019 แต่ขายก่อน short squeeze ใหญ่ แสดงให้เห็นว่า ระหว่างการเห็นโอกาสกับการได้กำไรจากความผันผวนสูงสุด ยังมีเรื่องเวลา ขนาดสถานะ และความทนต่อแรงเหวี่ยงคั่นอยู่ [3]
ข้อสอง สัดส่วนชอร์ตที่สูงเป็นเพียงเงื่อนไข ไม่ใช่คำรับประกัน หากไม่มีแรงซื้อที่ต่อเนื่อง ไม่มีเรื่องเล่าที่แพร่กระจาย และไม่มีจุดที่ราคากดดันให้คนชอร์ตต้องซื้อคืนพร้อมกัน short squeeze ก็อาจไม่เกิดในระดับเดียวกับ GameStop [5]
ข้อสาม ยิ่งเข้าช้า ความเสี่ยงยิ่งไม่สมมาตร ข้อได้เปรียบของ Gill มาจากการมีสถานะก่อนหน้า การอธิบาย thesis ต่อเนื่อง และการเจอโครงสร้างชอร์ตสุดขั้วในเวลาที่เหมาะสม หลายคนที่เข้าภายหลังซื้อเมื่อราคาขึ้นรุนแรงไปแล้ว และเมื่อแรงซื้อแผ่วหรือราคากลับทิศ short squeeze ก็สามารถขยายขาดทุนได้เหมือนที่มันเคยขยายกำไร [4][
5]
บทเรียนที่ควรจำ: มองโครงสร้าง ไม่ใช่ลอกพอร์ต
ผลตอบแทนบนกระดาษของ Roaring Kitty ใน GameStop ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยข้อมูลลับหรือเวทมนตร์ทางการเงิน จากข้อมูลสาธารณะ คำตอบคือหลายปัจจัยซ้อนกัน: เขามอง GameStop ผ่านเลนส์ deep value เข้าถือหุ้นและออปชันซื้อก่อนกระแสหลัก อธิบายเหตุผลเรื่องหุ้นถูกประเมินต่ำและถูกชอร์ตมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง แล้วเจอแรงซื้อจาก Reddit ที่มาชนกับสถานะชอร์ตที่แออัดผิดปกติ [5][
7]
คุณค่าที่แท้จริงของกรณี GameStop คือมันบีบให้เราเห็นพร้อมกันทั้งความขัดแย้งเรื่องมูลค่าพื้นฐาน กลไกการขายชอร์ต ความยืดหยุ่นของออปชัน พลังของชุมชนออนไลน์ และกฎของตลาดในช่วงความผันผวนสูง เหตุการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไม Gill จึงเห็นมูลค่าพอร์ตพุ่งอย่างน่าทึ่ง และในขณะเดียวกันก็อธิบายได้ว่าทำไมคนทั่วไปไม่ควรมองมันเป็นสูตรสร้างความมั่งคั่งที่ทำซ้ำได้ง่าย [1][
5][
6]




