งานในปีนี้ถือว่าใหญ่ที่สุด: มีสตาร์ทอัพ 15,000 ราย นักลงทุน 4,000 ราย พื้นที่จัดแสดงใหญ่ขึ้น 30% และมีเยอรมนีเป็นประเทศแห่งปี นำสตาร์ทอัพมาเกือบ 200 ราย
ความเป็นเจ้าตลาดของจีนถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในงานนี้
ความห่างชั้นของกำลังการผลิตนั้นชัดเจน: ประมาณ 87% ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 13,000 ตัวที่ถูกใช้งานทั่วโลกในปี 2025 ผลิตจากสายการผลิตของจีน
ภายใต้ธีม "อธิปไตยทางเทคโนโลยีของยุโรป" ความเป็นจริงบนพื้นที่งานกลับสะท้อนความเปราะบางของยุโรปอย่างชัดเจน
ริชาร์ด มัลแตร์ (Richard Malterre) ผู้บริหารวงการหุ่นยนต์ยุโรป ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า "อย่างน้อย 60% ของหุ่นยนต์ผลิตในยุโรป และเรากำลังสู้เพื่อให้เป็นอย่างนั้นต่อไป" แต่ตัวเลขนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาพื้นฐาน เพราะส่วนประกอบสำคัญ เช่น ชิป เซ็นเซอร์ และแบตเตอรี่ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากนอกยุโรป ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเรื่องความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน
ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) ซึ่งร่วมจัดแสดงข้อมูลในงานนี้ เตือนว่ายุโรปกำลังตามหลังสหรัฐฯ และจีนในด้านแบตเตอรี่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมกับเน้นย้ำว่านวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลุดพ้นจากการพึ่งพาดังกล่าว
นอกจากเรื่องหุ่นยนต์แล้ว ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารในยุโรปที่อยู่ระหว่างการประชุม G7 ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเวลาเดียวกัน ยังกังวลถึงการครอบงำของ AI จากสหรัฐฯ โดยระบุว่าทางเลือกอื่นนอกเหนือจากบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันนั้นหาได้ยาก
ข้อความสำคัญจาก VivaTech 2026 คือ สตาร์ทอัพหุ่นยนต์ยุโรปหันมาเน้นเจาะตลาดเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง อย่างการเกษตร (หุ่นยนต์เก็บองุ่น) การบริการ (พนักงานต้อนรับหลายภาษา) หรือนิวโร-เอไอ แทนที่จะไปแข่งผลิตปริมาณกับยักษ์ใหญ่จากจีน แต่บทสนทนาภายในงานกลับวนเวียนอยู่กับความกังวลเรื่องอธิปไตย ความสามารถในการฟื้นตัวของซัพพลายเชน และคำถามที่ว่ายุโรปจะสามารถปิดช่องว่างนี้ได้ทันก่อนที่จะสายเกินไปหรือไม่
Comments
0 comments