ชื่อภาษาจีนของแนวคิดนี้คือ 习近平党建思想 และหมายถึงหลักคำสอนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยการสร้างและบริหารพรรค
สื่อทางการจีนอธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการสรุปรวบรวมความคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการกลางพรรคภายใต้การนำของสี จิ้นผิง นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคครั้งที่ 18 ในปี 2012 โดยมุ่งเน้นทั้งการกำกับดูแลตนเองของพรรคและการทำให้พรรคมีความเข้มแข็งมากขึ้น
แนวคิดนี้ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในการประชุมระดับชาติว่าด้วยงานสร้างพรรค ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026
จากรายงานของสื่อและแหล่งข้อมูลหลายแห่ง แนวคิดแขนงใหม่นี้ให้ความสำคัญกับหลักการต่อไปนี้
เมื่อพิจารณารวมกัน หลักการเหล่านี้ชี้ไปสู่รูปแบบการบริหารพรรคที่เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิบัติตามแนวทางจากส่วนกลาง และความภักดีต่อผู้นำสูงสุดของพรรค
ที่ประชุมอธิบายว่าแนวคิดนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ทฤษฎีมาร์กซิสต์ว่าด้วยการสร้างพรรค และในประวัติศาสตร์ของพรรค”
เจ้าหน้าที่พรรคยังเรียกร้องให้สมาชิกทุกคน “ศึกษาและนำไปปฏิบัติ” โดยกำหนดให้แนวคิดดังกล่าวเป็นภารกิจสำคัญของงานอุดมการณ์ภายในพรรค
ต่อมา คณะทำงานกลางว่าด้วยการสร้างพรรคได้ออกประกาศติดตามผล เรียกร้องให้สมาชิกทั่วทั้งพรรคศึกษาและนำแนวคิดนี้ไปใช้ พร้อมย้ำว่าการนำของพรรคต้องมาก่อน และงานสำคัญทุกด้านต้องดำเนินไปภายใต้การนำแบบรวมศูนย์และเป็นเอกภาพ
บุคคลและหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
การยกระดับแนวคิดนี้ทำให้บทบาททางอุดมการณ์ของสี จิ้นผิงแผ่ขยายเข้าไปในโครงสร้างของพรรคมากขึ้น โดยต่อยอดจากแขนงอื่น ๆ ของ “แนวคิดสี จิ้นผิง” ที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น การทูต กองทัพ และอารยธรรมเชิงนิเวศ
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อนการหันไปสู่การควบคุมที่รวมศูนย์มากขึ้น และอาจช่วยให้สี จิ้นผิงรวบอำนาจได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเปิดทางไปสู่การดำรงตำแหน่งต่อหลังปี 2027 ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนอธิบายว่า นี่อาจเป็นการขยับไปสู่ระบบการเมืองที่รวมศูนย์และมีลักษณะคล้ายยุคเหมา เจ๋อตงมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางการเมืองภายในที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ประกาศออกมาโดยตรง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพรรคกำลังทำให้แนวทางการกำกับดูแลและสร้างความเข้มแข็งให้พรรคภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมีสถานะเป็นหลักคำสอนที่ชัดเจนขึ้น และกำลังผลักดันให้สมาชิกพรรคนำไปศึกษาและปฏิบัติอย่างเป็นระบบ