ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ Gemini Live อ้างอิงแชตเก่าสามารถปิดได้ที่ Gemini Settings > Personal Context จากนั้นปิดตัวเลือก “Your past chats”
ฟีเจอร์ความจำของ Gemini Live เริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานเป็นภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 และ Google ระบุว่าการเปิดใช้งานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 Gemini Live บน Android ได้รับการรองรับ Connected Apps จากทั้ง Google และผู้ให้บริการรายอื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโฉม Neural Expressive
ก่อนหน้านี้ Gemini Live เชื่อมต่อกับ Google Calendar, Tasks, Keep และ Maps เป็นหลัก รวมถึงแอปประเภทเดียวกันจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนบางราย เช่น Samsung, Honor, OnePlus และแบรนด์อื่น ๆ
รายการบริการจาก Google ที่เพิ่มเข้ามาครอบคลุม:
ในการใช้งานจริง ผู้ใช้อาจขอให้ Gemini Live เปิดเพลงบน Spotify ตรวจสอบอุปกรณ์ Google Home ค้นหาเที่ยวบิน หรือช่วยทำงานที่เกี่ยวข้องกับบริการต่าง ๆ ระหว่างการสนทนาด้วยเสียงได้ Google ยังระบุว่าการเชื่อมต่อกับ Google Messages อยู่ระหว่างรอการรองรับ
อย่างไรก็ตาม Google เตือนว่าการรองรับ Connected Apps ใน Gemini Live กำลังทยอยเปิดใช้งาน และบัญชีที่ใช้สำหรับโรงเรียนหรือที่ทำงานอาจมีข้อจำกัดด้านบริการที่เชื่อมต่อได้
Gemini Live เปลี่ยนจากหน้าจอแบบเต็มจอเดิมมาเป็น อินเทอร์เฟซแบบหน้าต่างลอย ที่รวมอยู่ในประสบการณ์แชตโดยตรง
ผู้ใช้จึงสามารถเริ่มต้นด้วยการพิมพ์คำถาม เปลี่ยนไปพูดคุยกับ Gemini Live แล้วกลับมาพิมพ์ต่อในบทสนทนาเดิมได้โดยไม่ต้องเปิดโหมดใหม่หรือเริ่มห้องแชตอีกครั้ง
การออกแบบใหม่นี้ทำให้ Gemini Live ดูเป็นส่วนหนึ่งของแชตมากขึ้น แทนที่จะเป็นโหมดสนทนาเสียงที่แยกออกจากการใช้งานปกติ
Google เพิ่มเสียงใหม่ 2 แบบ ได้แก่ Flare และ Glow พร้อมปรับหน้าตัวเลือกเสียงใน Gemini Settings จากรูปแบบแถวนอนหรือคารูเซลให้เป็นรายการที่เลื่อนดูได้ง่ายขึ้น
เสียงชุดใหม่เข้ามาแทนตัวเลือกเดิมอย่าง Nova และ Lyra โดยรายชื่อเสียงที่มีให้เลือกยังรวมถึง:
จุดเด่นของอัปเดตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเสียงที่ฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่คือการทำให้ Gemini Live เข้าใจผู้ใช้และลงมือทำงานร่วมกับบริการอื่นได้มากกว่าเดิม ทั้งการอ้างอิงบทสนทนาเก่า เชื่อมต่อแอปเพลงและบริการของ Google รวมถึงการสลับโหมดเสียงกับข้อความได้ในห้องแชตเดียว