ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดเรื่องนี้ Ju เตือนมาตั้งแต่มกราคม 2026 ว่าเม็ดเงินไหลเข้า Bitcoin แห้งเหือด และย้ายกลับเข้าตลาดหุ้นและโลหะมีค่า และในเดือนมิถุนายน สถานการณ์นั้นก็มาถึงจุดที่เป็นความเสี่ยงหลัก
Ju เน้นเป็นพิเศษถึงความเปราะบางของ Michael Saylor และ Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy) โดยเฉพาะเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า STRC — Strategy Variable Rate Series A Perpetual Stretch Preferred Stock: หุ้นบุริมสิทธิที่จ่ายปันผลแบบผันแปร (ประมาณ 11.5%) ซึ่งออกมาเพื่อระดมทุนซื้อ Bitcoin
Ju โต้แย้งว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของวงจรการเงินของ Saylor ไม่ใช่ Bitcoin ตกจาก 100,000 ดอลลาร์ไป 50,000 ดอลลาร์ แต่คือการที่ราคา Bitcoin Sideways เป็นเวลาหลายปีแถวๆ 64,000 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้ภาระจ่ายปันผลและ MSTR Premium (ส่วนเพิ่มของราคาหุ้นสามัญเทียบกับ Bitcoin) เป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน หากไม่มีราคาขึ้นก็จะไม่มีนักลงทุนรายใหม่มาซื้อ
ตลาดดูเหมือนเห็นด้วย: ในวันเดียวกับที่ Ju เตือน ราคา STRC ร่วงลงอย่างหนัก โดยทำจุดต่ำสุดในวันที่ 19 มิ.ย. ที่ 82.53 ดอลลาร์ และปิดที่ 88.59 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าราคาพาร์ที่ตั้งไว้ 100 ดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ CNBC รายงานในเดือนมิถุนายนว่าตลาด Options มีมุมมองเชิงลบต่อทั้ง MSTR และ STRC
และที่น่าสนใจคือ Strategy ต้องขาย BTC 32 เหรียญเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022 เพื่อนำเงินมาจ่ายปันผล
บทสรุปของ Ju ตรงไปตรงมาว่า การที่ Saylor ซื้ออย่างเดียวไม่พอที่จะสร้างกระแสในตลาดได้ "ผมไม่ได้ขอให้ Saylor มาช่วย Bitcoin" เขากล่าว
Ju ยังเตือนถึงการสูญเสียเอกลักษณ์ของ Bitcoin หลังจากที่สหรัฐฯ อนุมัติ Spot Bitcoin ETF อุดมการณ์ที่เคยเป็นจุดขาย เช่น การกระจายศูนย์, เงิน Peer-to-Peer, และการต้านทานการเซ็นเซอร์ เลือนหายไป Bitcoin กลายเป็นแค่ 'สินทรัพย์เพื่อการลงทุนของสถาบัน' ธรรมดา หมดเสน่ห์ที่เคยดึงดูดผู้ใช้ยุคแรก
ก่อนหน้านี้ Ju ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า "Crypto ETFs บน TradFi เป็นขาขึ้น หุ้นในตลาด crypto เป็นขาลง ถ้าคนใน crypto หยุดซื้อ crypto แล้วใครจะเหลือให้ซื้อ?" ความกังวลคือการยอมรับจากสถาบัน (ETF, กฎหมาย, บริษัทถือ Bitcoin) ได้ทำลาย Narrative ที่ทำให้ Bitcoin พิเศษ
ความเสี่ยงที่สี่คือปัญหาของการวัดผล Ju เน้นย้ำว่าประมาณ 80% ของธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin เป็นการส่งจำนวนน้อยมากๆ สะท้อน 'Noise' ทางเทคนิค เช่น การเคลียร์เงินใน Layer 2, การรวมบัญชีของ Exchange, ข้อมูลของ Ordinals และ Inscriptions — ไม่ใช่เม็ดเงินใหม่จากผู้ซื้อรายใหม่
นี่สร้างภาพลวงตาว่าเครือข่ายมีการใช้งานมาก แต่ในขณะเดียวกัน ความต้องการจากนักลงทุนรายย่อยที่แท้จริงได้ย้ายออกไปซื้อสินค้าผ่าน ETF นอกเครือข่าย แทน Ju จึงกล่าวว่า การมีส่วนร่วมของรายย่อยอยู่ใน "โหมดล่องหน ซ่อนตัวหลัง ETF"
ทำให้ข้อมูล On-Chain ที่เราเห็นไม่สะท้อนดีมานด์จริงได้อีกต่อไป
การวิเคราะห์ของ Ju ในวันที่ 19 มิ.ย. ไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะล่มสลาย แต่เป็นการเตือนว่าโมเดล Cycle แบบเก่าของ Bitcoin (Boom-Bust) กำลังพังทลาย เนื่องจากตลาดถูกครอบงำโดยนักลงทุนสถาบันที่ถือยาวติดแน่น (Sticky Holders) เช่น Strategy ซึ่งถือมากกว่า 846,000 BTC และไม่มีความตั้งใจจะขาย จังหวะขึ้น-ลงแบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยการไต่ระดับที่ราบเรียบและช้าลง
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่การที่ Bitcoin จะพังทลาย แต่เป็นวันที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นเลย
Comments
0 comments