การค้าโลกไม่ได้เป็นเพียงการชะลอตัวลง แต่มันได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแตกหักเชิงโครงสร้าง รายงานเรือธงฉบับที่หกของ DMCC ที่มีชื่อว่า Future of Trade 2026: Rebuilding Through Rupture? ระบุว่า กฎเกณฑ์พื้นฐานที่ควบคุมการค้าระหว่างประเทศมานานหลายทศวรรษกำลังพังทลายลง ถูกแทนที่ด้วยความผันผวนของภาษีศุลกากร การเติบโตที่กระจุกตัวจากพลังขับเคลื่อนของ AI และการเดินสายใย supply chain ใหม่ทั้งหมด โดยรวบรวมข้อมูลจากเวทีเสวนา 12 แห่งทั่วโลกและข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ามากกว่า 200 คน รายงานฉบับนี้ได้วาดภาพของระบบการค้าโลกที่ความปั่นป่วนไม่ใช่ความเสี่ยงตามวัฏจักรอีกต่อไป แต่เป็นสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ถาวร
ข้อค้นพบหลักนั้นชัดเจนและน่าตกใจ: ผู้นำด้านการค้าโลกมากกว่าสี่ในห้า (หรือมากกว่า 80%) ในตอนนี้คาดหวังว่าการเติบโตทางการค้าที่เชื่องช้าและความปั่นป่วนที่ต่อเนื่องจะกลายเป็นสถานะพื้นฐาน มีเพียง 4% ของผู้ถูกสำรวจที่เชื่อว่าสถานการณ์ที่ดีที่สุดยังพอจะเป็นไปได้ การมองโลกในแง่ร้ายนี้สะท้อนโลกที่ตามรายงานระบุว่า "ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่รายงานครั้งก่อนของเรา — แต่มันได้ก้าวกระโดดอย่างรุนแรง" และจังหวะของการเปลี่ยนแปลงนั้นได้วิ่งแซงหน้าเกือบทุกคำพยากรณ์
กฎเกณฑ์เดิมสำหรับภาษีศุลกากรนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว สินค้านำเข้าเกือบ 20% ในตลาดโลกตอนนี้ถูกเรียกเก็บภาษีหรือมาตรการในลักษณะเดียวกัน คลื่นการกีดกันทางการค้านี้กำลังเร่งให้เกิดการแยกส่วนของระบบการค้าพหุภาคีออกเป็นกลุ่มขั้วอำนาจคู่แข่ง ความสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งทวีความไม่แน่นอน รายงานเน้นย้ำถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่าหนึ่งในสี่ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 19% ส่งผลให้การสัญจรของเรือบรรทุกลดลง 90% พร้อมสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อตลาดพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก
DMCC ระบุสามพลังหลักที่ขับเคลื่อนความเป็นจริงทางการค้าใหม่นี้: AI, ความผันผวนของภาษีศุลกากร และการแข่งขันเพื่อแย่งชิงแร่ธาตุหายากและเทคโนโลยีสะอาด พลังเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว แต่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น แตกแยกมากขึ้น และถูกท้าทายมากขึ้นในเวลาเดียวกัน
การล่มสลายของระเบียบที่อิงกฎเกณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย แต่มันกำลังกำหนดภูมิศาสตร์ของ supply chain ใหม่ บริษัทต่างๆ กำลังย้ายจากประสิทธิภาพระดับโลกไปสู่ความยืดหยุ่นระดับภูมิภาค และเส้นทางการค้าใหม่ๆ กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตรทางการเมือง "Friendshoring" หรือการย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศพันธมิตร กำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับศูนย์กลางการค้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียและอเมริกาเหนือ
เรื่องราวที่เด่นชัดที่สุดในรายงานนี้คือบทบาทอันใหญ่หลวงที่ AI มีต่อการค้าสินค้า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเพียง 15% ของปริมาณการค้าโลก แต่กลับขับเคลื่อนการเติบโตถึง 43% ของการเติบโตของการค้าสินค้าทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 โดยเติบโตเร็วกว่าสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ถึงห้าเท่า
การลงทุนของภาคธุรกิจใน AI พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 581,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 แต่ช่องว่างในการปรับใช้ยังกว้างใหญ่ มีธุรกิจน้อยกว่า 15% ที่ระบุว่าการใช้ AI ของพวกเขาได้บูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ ช่องว่างระหว่างการลงทุนและการปรับใช้ในวงกว้างนี้คือสิ่งที่รายงานเรียกว่า "หนึ่งในรอยแยกที่เป็นผลสืบเนื่องมากที่สุดในการค้าโลก" และมันเป็นรอยแยกที่กำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ที่น่าวิตกคือ รายงานเตือนว่าการเติบโตนี้กระจุกตัวอย่างอันตราย "ถ้าเราตัดความต้องการด้าน AI ออกไป ภาพรวมจะดูอ่อนแอลงอย่างมาก" กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เครื่องยนต์ทั้งหมดของการขยายตัวทางการค้าสินค้าในปัจจุบันนั้นต้องพึ่งพาการใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นความเสี่ยงจากการกระจุกตัวที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเปราะบางจากการชะลอตัวใดๆ ในวัฏจักรการลงทุนด้าน AI
ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวเชิงบวกกำลังปรากฏขึ้นในการค้าบริการ การส่งออกดิจิทัลในด้านคลาวด์ การเงิน และบริการวิชาชีพระยะไกล กำลังเร่งตัวขึ้น โดยมีการคาดการณ์การเติบโตที่ 4.8% ในปี 2026 การเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยบริการนี้เป็นหนทางในการกระจายความเสี่ยงออกจากห่วงโซ่อุปทานสินค้าทางกายภาพที่กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล
รายงานระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เมื่อสองปีก่อน "ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว" ในการสำรวจภาคธุรกิจ 45% ยืนยันว่าพวกเขาได้ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนใหม่แล้ว กลยุทธ์ "China + 1" ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นิยม ซึ่งก็คือการกระจายฐานการผลิตออกไปอีกหนึ่งก้าวจากจีน ได้พัฒนาไปเป็น "China + many" แล้ว ในขณะที่บริษัทต่างๆ กระจายการผลิตและการจัดหาไปยังหลายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีศุลกากร
วิธีคิดพื้นฐานได้เปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจต่างๆ ไม่ได้มองหาการลดต้นทุนหรือประสิทธิภาพเป็นหลักอีกต่อไป แต่ลำดับความสำคัญได้เปลี่ยนไปที่ความยืดหยุ่น รายงานเรียกความยืดหยุ่นว่า "ความได้เปรียบทางการแข่งขันแบบใหม่" การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมาจากการตระหนักว่า โมเดลแบบทันเวลาพอดี (just-in-time) และการพึ่งพาแหล่งเดียว (single-source) นั้นเปราะบางเกินไปสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนบ่อยครั้ง
หนึ่งในการวางกรอบความคิดที่ยั่วยุที่สุดของรายงานคือการปฏิบัติต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พลังงานสะอาดไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลักอีกต่อไป แต่ DMCC อธิบายว่ามันคือ "การต่อสู้เพื่อความเป็นใหญ่ทางอุตสาหกรรม" การแข่งขันเพื่อแย่งชิงแร่ธาตุสำคัญอย่างลิเทียม โคบอลต์ และแร่หายาก ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า
จีนควบคุมแร่หายากแปรรูปมากกว่า 90% ของโลก ซึ่งจำเป็นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า, ศูนย์ข้อมูล AI, และการประยุกต์ใช้ทางการทหาร รายงานระบุว่า การหยุดชะงักใดๆ ในห่วงโซ่อุปทานนั้น "จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไปยังแทบทุกอุตสาหกรรมบนโลก"
ช่องว่างการลงทุนระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิลและแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนได้กว้างขึ้นเป็น 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งตอกย้ำขนาดของการจัดสรรเงินทุนใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่ ชาติที่สามารถควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุและครองการผลิตเทคโนโลยีสะอาด จะเป็นผู้กำหนดลำดับชั้นทางอุตสาหกรรมในทศวรรษข้างหน้า ตามการวิเคราะห์ของ DMCC
จุดศูนย์ถ่วงของการค้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเด็ดขาด การค้าใต้-ใต้ (South-South trade) หรือการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ในปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 35% ของการค้าโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แซงหน้ากระแสการค้าเหนือ-เหนือ (North-North) ไปแล้วและยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางคือผู้ได้รับประโยชน์หลัก รายงานระบุชื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), เวียดนาม, และ อินเดีย โดยเฉพาะในฐานะชาติที่กำลังดึงดูดการลงทุนและปรับเปลี่ยนเส้นทางของห่วงโซ่อุปทาน
ประเทศเหล่านี้กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นเนื้อเยื่อเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก เหนือและใต้ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในโลกที่กำลังแตกออกเป็นกลุ่มขั้วอำนาจ ดูไบ ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของ DMCC เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น แต่แนวโน้มนี้กว้างกว่านั้น เมืองและเขตการค้าเสรีที่สามารถมอบความมั่นคง การเชื่อมต่อ และความเป็นกลาง กำลังได้รับประโยชน์โดยที่ศูนย์กลางดั้งเดิมที่ผูกติดอยู่กับกลุ่มขั้วอำนาจเดียวต้องเสียเปรียบ
รายงาน Future of Trade 2026 ไม่ได้มอบข้อความปลอบประโลมเรื่องการฟื้นตัว แต่กลับนำเสนอโลกที่ความปั่นป่วนเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง, AI เป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโต, ห่วงโซ่อุปทานได้ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยพื้นฐาน, พลังงานสะอาดกลายเป็นเวทีแห่งการแข่งขันทางอุตสาหกรรม, และศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงของการค้าโลกกำลังเคลื่อนไปสู่เส้นทางใต้-ใต้ที่นำโดยประเทศมหาอำนาจขนาดกลางที่คล่องแคล่ว สำหรับภาคธุรกิจ ความหมายนั้นชัดเจน: ความยืดหยุ่น, การกระจายความเสี่ยง, และการบูรณาการทางดิจิทัล ไม่ใช่ทางเลือกเชิงกลยุทธ์อีกต่อไป แต่มันคือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการมีส่วนร่วมในระเบียบการค้าโลกใหม่
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รายงาน Future of Trade 2026 โดย DMCC พบว่าผู้นำธุรกิจกว่า 80% คาดการณ์การเติบโตทางการค้าที่เชื่องช้าและความปั่นป่วนที่ถาวร โดยมีเพียง 4% ที่ยังมองเห็นภาพสถานการณ์ที่ดีที่สุด
รายงาน Future of Trade 2026 โดย DMCC พบว่าผู้นำธุรกิจกว่า 80% คาดการณ์การเติบโตทางการค้าที่เชื่องช้าและความปั่นป่วนที่ถาวร โดยมีเพียง 4% ที่ยังมองเห็นภาพสถานการณ์ที่ดีที่สุด สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเพียง 15% ของปริมาณการค้าโลก แต่กลับขับเคลื่อนการเติบโตถึง 43% ของการค้าสินค้าทั้งหมดในครึ่งแรกของปี 2025
รายงานเตือนว่ากฎกติกาเดิมเรื่องภาษีศุลกากรได้หมดอายุลงแล้ว สถาปัตยกรรมการค้าระหว่างประเทศกำลังแตกออกเป็นกลุ่มขั้วอำนาจคู่แข่ง และพลังงานสะอาดได้กลายเป็นสนามรบเพื่อความเป็นใหญ่ทางอุตสาหกรรม
Loading comments...
Comments
0 comments