มาตรการควบคุมการส่งออก 'อินเดียมฟอสไฟด์' ของจีนสร้างช่องว่างระหว่างดีมานด์กับซัพพลายกว่า 30% สำหรับเลเซอร์ความเร็วสูงที่เป็นหัวใจของศูนย์ข้อมูล AI และยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย Coherent เร่งเพิ่มกำลังการผลิต InP เป็นสองเท่า ขณะที่ซีอีโอ Jim Anderson ถึงกับร่วมคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ไปกับประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อเจรจาเรื่อ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Searching for How are China's export restrictions on indium phosphide (InP) impacting the global AI data center supply chain, and what respo. Article summary: China's export controls on InP have deepened a pre-existing supply shortage, creating a 30% demand-supply gap for critical lasers and pushing AI data center build timelines into uncertainty. Coherent and Lumentum are res. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# China export controls spark global InP supply concerns for AI high-speed transmission. Commentary: TSMC's pricing power stays intact as AI demand keeps fabs full Tomorrow's Headl" source context "China export controls spark global InP supply concerns for AI high ..." Reference image 2: visual subject "By Laurie
การแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหึมากำลังชนกำแพงที่คนในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดไม่ถึง ไม่ใช่เพราะขาดแคลน GPU แต่เป็นเพราะวัสดุสารกึ่งตัวนำแผ่นบางเฉียบที่เรียกว่า อินเดียมฟอสไฟด์ (Indium Phosphide - InP) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 จีนได้บังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออก InP และสารเคมีตั้งต้นของมัน เปลี่ยนความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทานที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นวิกฤตเต็มขั้นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ผลลัพธ์คือภาวะคอขวดที่ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าถึงประมาณ 30% และบีบให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อแย่งชิงกำลังการผลิต ซัพพลาย และการผ่อนปรนทางการทูต
กระทรวงพาณิชย์และศุลกากรจีนได้เพิ่มอินเดียมฟอสไฟด์, ไตรเมทิลอินเดียม (TMI) และไตรเอทิลอินเดียม (TEI) เข้าไปในรายการควบคุมการส่งออกโดยมีผลทันทีและไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน การขนส่งทุกครั้งที่ออกนอกประเทศจีนจะต้องมีใบอนุญาตแบบรายลูกค้า-รายคำสั่งซื้อจากกระทรวงพาณิชย์
ระยะเวลาดำเนินการคืออาวุธที่แท้จริง การขอใบอนุญาตส่งออกแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 60 วันทำการ สร้างคอขวดในการจัดซื้อประมาณสามเดือนต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ สำหรับนักวางแผนจัดซื้อในบริษัทอย่าง Google, Microsoft และ Amazon ความล่าช้านี้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถคาดหวังการส่งมอบแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time) สำหรับส่วนประกอบด้านแสงได้อีกต่อไป ทำให้แผนการสร้างคลัสเตอร์ AI ตกอยู่ในความไม่แน่นอน
ความขาดแคลนของใบอนุญาตไม่ใช่แค่ทฤษฎี บริษัท AXT Inc. ซึ่งผลิตแผ่นฐานรอง (Substrate) InP ที่โรงงานในจีน ถูกบังคับให้ปรับลดคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4 ปี 2025 ลงเหลือ 22.5–23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการออกใบอนุญาตควบคุมการส่งออก InP น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ แม้กระทั่งหลังการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทรัมป์และสี จิ้นผิงในเดือนพฤษภาคม 2026 มาตรการควบคุมการส่งออกนี้ก็ยังคงเข้มงวดอยู่เช่นเดิม
อินเดียมฟอสไฟด์อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหู แต่มันคือวัสดุฐานรองสำหรับวงจรรวมโฟโตนิก (Photonic Integrated Circuits) และเลเซอร์แบบ Electro-absorption Modulated Lasers (EMLs) ความเร็วสูง ที่เป็นหัวใจของตัวรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) ขนาด 800G และ 1.6T ตัวรับส่งสัญญาณเหล่านี้เปรียบเสมือนระบบประสาทของศูนย์ข้อมูล AI สมัยใหม่ ที่เชื่อมต่อ GPU และตัวเร่งความเร็ว (Accelerators) นับหมื่นตัวเข้าด้วยกัน เมื่อคลัสเตอร์ AI มีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการความหนาแน่นของการเชื่อมต่อด้วยแสงก็เพิ่มขึ้นเป็น 8–16 เท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
ความต้องการเชิงโครงสร้างนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อุปทานตึงตัวอยู่แล้ว วงจรการรับรองคุณภาพ (Qualification Cycle) ของแผ่นฐานรอง InP ใช้เวลานานถึง 18–24 เดือน และการผลิตทั่วโลกกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 5–6 ราย จีนควบคุมการถลุงอินเดียมประมาณ 70% ของโลก ทำให้ปักกิ่งมีอำนาจต่อรองมหาศาลเหนือห่วงโซ่อุปทานโฟโตนิกส์ทั้งหมด
ภายในกลางปี 2025 มีรายงานช่องว่างอุปทานของเลเซอร์ InP สูงถึง 25–30% Michael Hurlston ซีอีโอของ Lumentum ได้ระบุตัวเลขความเสียหายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า บริษัท "จัดส่งสินค้าไม่ทันตามคำสั่งซื้อของลูกค้าอยู่ที่ประมาณ 30%" และกำลังการผลิต EML ทั้งหมดถูกจองภายใต้สัญญาระยะยาวไปจนถึงปี 2027
Jim Anderson ซีอีโอของ Coherent ก็สะท้อนความจริงเดียวกันว่า "การเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในไตรมาสแรกถูกจำกัดด้วยซัพพลายของเลเซอร์อินเดียมฟอสไฟด์"
Broadcom ซึ่งเป็นผู้บริโภคปลายน้ำรายใหญ่ของส่วนประกอบที่ใช้ InP ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านซัพพลายของเวเฟอร์ InP ว่าเป็นความท้าทายสำคัญต่อการดำเนินงานของตนเอง ในขณะที่ Coherent ระบุว่ากำลังการผลิตเลเซอร์ InP เป็น "หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรม"
ผลกระทบทางการเงินนั้นรุนแรงมาก ราคาเวเฟอร์ InP ขนาด 6 นิ้วพุ่งสูงขึ้น 250% ไปอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาโลหะอินเดียมในตลาดสปอตก็พุ่งจาก 2,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมในเดือนมกราคม 2025 ขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐภายในไม่กี่สัปดาห์หลังประกาศมาตรการควบคุม และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2026
ความไม่สมดุลของอุปทานและอุปสงค์นี้ทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองด้านราคาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยส่วนประกอบด้านแสงที่สำคัญถูก "ขายหมดเกลี้ยงในอนาคตอันใกล้" (Sold out for the foreseeable future)
Coherent ได้รับมือกับภาวะขาดแคลน InP ในสามด้านพร้อมกัน: การขยายกำลังการผลิต, การผลิตในประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และการทูตระดับซีอีโอ
บริษัทกำลังลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต InP เป็นสองเท่าภายใน 12 เดือน โดยมุ่งเป้าไปที่เลเซอร์ EML ซึ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ การขยายตัวนี้ส่วนหนึ่งยึดโยงกับการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเวเฟอร์ InP ขนาด 6 นิ้วที่โรงงานในประเทศ
Coherent ดำเนินการโรงงาน InP ในเท็กซัส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างขนาดการผลิตภายในประเทศ
ก้าวที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Coherent เตือนนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะขาดแคลน InP ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระหว่างการรายงานผลประกอบการ ซีอีโอ Jim Anderson ก็ขึ้นเครื่องบินไปกับคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเยือนจีนครั้งนั้น ตามแหล่งข่าวสามรายที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ การเดินทางของ Anderson มีจุดประสงค์เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าของใบอนุญาตส่งออกวัสดุสำคัญนี้จากจีน
แม้จะมีความพยายามเหล่านี้ แต่รายได้จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และการสื่อสารของ Coherent แม้จะยังเติบโต 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ยังคงถูกจำกัดด้วยคอขวด InP Backlog ที่ยังไม่ได้ส่งมอบจากไตรมาสที่ถูกจำกัดได้ถูกยกยอดไป และซัพพลาย InP ทั้งภายในและภายนอกยังคงจำกัดผลผลิต
Lumentum เลือกใช้เส้นทางกลยุทธ์ที่แตกต่าง โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านอุปทานระยะยาวมากกว่าการทูตระยะสั้น การเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดของบริษัทคือการทำสัญญาจัดหาที่ครอบคลุมเป็นระยะเวลา 7 ปีสำหรับแผ่นฐานรองอินเดียมฟอสไฟด์อย่างเงียบๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการล็อกการเข้าถึงวัตถุดิบพื้นฐานไปจนถึงต้นทศวรรษ 2030 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้อง Lumentum จากภาวะช็อกด้านอุปทานทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเขย่าตลาด ในขณะเดียวกัน บริษัทกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตผ่านโรงงานผลิต InP ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการและเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานในนอร์ทแคโรไลนา เพื่อลดการพึ่งพาวัสดุจากจีน
ยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าของ Lumentum บอกเล่าเรื่องราวของวิกฤตซัพพลายได้เป็นอย่างดี บริษัทรายงานว่ากำลังการผลิตสำหรับส่วนประกอบด้านแสงที่สำคัญสำหรับ AI นั้นถูกขายหมดเกลี้ยงไปจนถึงสิ้นปี 2028 Backlog นี้ยาวนานหลายปีล่วงหน้า เป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนในอุตสาหกรรมส่วนประกอบด้านแสงซึ่งมีวัฏจักรขึ้นลงมาโดยตลอด
ภาวะขาดแคลนได้เปลี่ยนโฉมหน้าทางการเงินของ Lumentum อัตรากำไรขั้นต้นแบบ non-GAAP ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 37.8% เพิ่มขึ้น 1,000 basis points เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งได้แรงหนุนจากอำนาจต่อรองด้านราคาที่แข็งแกร่งท่ามกลางภาวะขาดแคลนซัพพลาย รายได้จากธุรกิจคลาวด์และเน็ตเวิร์กกิ้งพุ่งขึ้น 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากยอดการส่งมอบ EML ที่ทำสถิติสูงสุดและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากลูกค้าไฮเปอร์สเกลคลาวด์
แม้จะมีการตอบสนองเชิงรุกจากทั้ง Coherent และ Lumentum แต่ข้อเท็จจริงสำคัญที่จำกัดแนวโน้มในระยะใกล้นี้ก็คือ การขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ของทั้งสองบริษัทยังไม่ถึงขั้นที่มากพอจะปิดช่องว่างอุปทานได้
โรงงาน Coherent ในเท็กซัสที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล 33 ล้านดอลลาร์ และการขยายโรงงานของ Lumentum ในนอร์ทแคโรไลนาล้วนเป็นการลงทุนจริงที่จะเพิ่มกำลังการผลิตที่สำคัญในที่สุด แต่การผลิตเวเฟอร์ InP ไม่ใช่ธุรกิจที่ขยายขนาดได้ในชั่วข้ามคืน วงจรการรับรองคุณภาพสำหรับสายการผลิตใหม่ใช้เวลา 18–24 เดือน และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การถลุงอินเดียมดิบ การผลิตแผ่นฐานรอง ไปจนถึงการปลูกผลึกอิพิแทกซี (Epitaxial Growth) และการผลิตอุปกรณ์ ยังคงพึ่งพาอาศัยขั้นตอนที่จีนควบคุมอยู่อย่างลึกซึ้ง
ระยะเวลาดำเนินการขอใบอนุญาต 60 วันทำการยังคงเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุดในห่วงโซ่อุปทานโฟโตนิกส์ เมื่อใบอนุญาตไหลลื่น แผ่นฐานรองก็จะออกจากจีนไปยังโรงงานปลูกผลึกในไต้หวัน และต่อไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ และทั่วโลก แต่เมื่อใบอนุญาตถูกปิดกั้น ห่วงโซ่ทั้งหมดก็พังทลาย
จนกว่าจีนจะผ่อนคลายข้อจำกัด หรือกำลังการผลิตในประเทศของตะวันตกจะไปถึงขนาดที่แท้จริง ผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI จะยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนเลเซอร์ซึ่งเป็นหัวใจของเครือข่ายต่อไป
ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตว่า คอขวด InP นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของการนำมาตรการควบคุมการส่งออกมาใช้เป็นอาวุธ มันไม่ใช่แค่เรื่องแร่ธาตุหายากอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้เคลื่อนเข้าสู่ห่วงโซ่โฟโตนิกส์ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานวัสดุที่อยู่เบื้องหลังชิปด้านแสง เลเซอร์ และชั้นโครงสร้างพื้นฐานของการขยายตัวของ AI โดยตรง สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเร่งติดตั้งคลัสเตอร์ AI รุ่นต่อไป ข้อความนั้นชัดเจน: คอขวดไม่ได้อยู่ที่พลังการประมวลผลอีกต่อไปแล้ว แต่มันอยู่ที่ 'แสง' ที่ใช้เชื่อมต่อพวกมันเข้าด้วยกัน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
มาตรการควบคุมการส่งออก 'อินเดียมฟอสไฟด์' ของจีนสร้างช่องว่างระหว่างดีมานด์กับซัพพลายกว่า 30% สำหรับเลเซอร์ความเร็วสูงที่เป็นหัวใจของศูนย์ข้อมูล AI และยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย
มาตรการควบคุมการส่งออก 'อินเดียมฟอสไฟด์' ของจีนสร้างช่องว่างระหว่างดีมานด์กับซัพพลายกว่า 30% สำหรับเลเซอร์ความเร็วสูงที่เป็นหัวใจของศูนย์ข้อมูล AI และยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย Coherent เร่งเพิ่มกำลังการผลิต InP เป็นสองเท่า ขณะที่ซีอีโอ Jim Anderson ถึงกับร่วมคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ไปกับประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อเจรจาเรื่องใบอนุญาตส่งออกกับจีนด้วยตัวเอง
กระบวนการขอใบอนุญาตส่งออกของจีนที่ใช้เวลานานถึง 60 วันทำการ กลายเป็นคอขวดใหญ่ที่สุดในห่วงโซ่อุปทานโฟโตนิกส์ ทำให้แผนการขยายคลัสเตอร์ AI ของบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์อย่าง Google, Microsoft, และ Amazon ต้องชะงัก