ในเดือนเมษายน 2026 สมาชิกหลายร้อยคนเริ่มเดินขบวนในกรุงพริทอเรีย เรียกร้องให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารออกจากประเทศ กลุ่มดังกล่าวกำหนดเส้นตายให้ชาวต่างชาติที่ไม่มีเอกสารเดินทางออกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2026
เมื่อถึงวันดังกล่าว ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมในเมืองสำคัญทั่วประเทศ การเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่มีรายงานเหตุรุนแรงและการปล้นสะดมเป็นระยะ ผู้จัดการประท้วงยังขู่ว่าจะเดินหน้าชุมนุมทุกสัปดาห์ต่อไป
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 Human Rights Watch (HRW) รายงานว่า กลุ่มพลเรือนติดอาวุธหรือกลุ่มที่ทำหน้าที่เสมือนศาลเตี้ยก่อเหตุโจมตีชาวต่างชาติจากแอฟริกาและเอเชียในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยการตอบสนองจากตำรวจและหน่วยงานรัฐมีน้อยหรือไม่เพียงพอ
HRW ระบุชื่อ March and March ว่าเป็นหนึ่งในขบวนการพลเมืองที่ผลักดันการประท้วงต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งในหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงและเหตุเสียชีวิต
ในโจฮันเนสเบิร์กและเดอร์บัน กลุ่มผู้ก่อเหตุเดินเคาะประตูตามย่านที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่ เพื่อค้นหาผู้ที่ไม่มีเอกสาร และมีการทำร้ายผู้ที่ถูกพบ ผู้ให้สัมภาษณ์กับ EL PAÍS รายหนึ่งกล่าวว่า “แม้อยู่ต่อหน้าตำรวจ พวกเขาก็ยังทำร้ายคุณได้ และไม่มีใครปกป้องคุณ”
France 24 รายงานว่า ณ ปลายเดือนกรกฎาคม มีผู้คนกว่า 160,000 คน หลบหนีออกจากแอฟริกาใต้จากผลของความไม่สงบ เคนยา มาลาวี ไนจีเรีย และยูกันดาเริ่มดำเนินการส่งพลเมืองของตนกลับประเทศ
มีการยืนยันว่าผู้อพยพเสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน แม้รัฐบาลบางประเทศระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจริงอาจสูงกว่านี้
นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกส่งตัวกลับประเทศมากกว่า 50,000 คนภายในเดือนเดียว ในช่วงที่มาตรการกวาดล้างเข้มข้นที่สุด การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลแอฟริกาใต้เกิดขึ้นพร้อมกับการรณรงค์ของ March and March และมีส่วนทำให้จำนวนผู้เดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น
กานาดำเนินการอพยพพลเมืองกลับประเทศโดยสมัครใจหลายระยะ เพื่อช่วยผู้ที่รู้สึกไม่ปลอดภัยในแอฟริกาใต้ แพ็กเกจสนับสนุนที่รัฐบาลเรียกว่า “Welcome Home” ประกอบด้วย
ดังนั้น ส่วนเงินช่วยเหลือและค่าเดินทางที่ระบุเป็นตัวเลขรวมกันอยู่ที่ GH¢5,500 ต่อผู้เดินทางกลับหนึ่งคน โดยยังมีสิทธิประโยชน์ด้านสิ่งของ การประกันสุขภาพ และบริการสนับสนุนอื่น ๆ เพิ่มเติม
ระยะแรกในเดือนพฤษภาคม กานาอพยพพลเมืองราว 300 คน กลับประเทศ ส่วนระยะที่สองซึ่งประกาศในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม คาดว่าจะช่วยอพยพชาวกานาเพิ่มอีกราว 1,000 คน โดยนักธุรกิจอิบราฮิม มาฮามาสนับสนุนภารกิจดังกล่าว แผนทั้งหมดครอบคลุมผู้เดินทางกลับเกือบ 2,000 คน
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พลเมืองกานายังยื่นคำร้องต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เพื่อขอให้ตรวจสอบความรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะที่แอฟริกาใต้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซาส่งคณะผู้แทนพิเศษไปยังกรุงอาบูจา เมืองหลวงของไนจีเรีย เพื่อหารือวิกฤตดังกล่าว คณะผู้แทนนำโดย โรนัลด์ ลามโอลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความร่วมมือของแอฟริกาใต้
การเดินทางเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความไม่พอใจครั้งใหม่จากกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ชิกา อีเบ พลเมืองไนจีเรีย ถูกตำรวจแอฟริกาใต้ทรมานและสังหารในเมืองเคปทาวน์
ประธานาธิบดี โบลา ทินูบูไม่เข้าพบคณะผู้แทนด้วยตนเอง แต่สั่งให้คณะดังกล่าวหารือกับเอกอัครราชทูตโซลา เอนิกาโนลาอิเย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแทน สื่อไนจีเรียหลายแห่ง รวมถึง Punch, Sahara Reporters, ThisDay และ Arise TV รายงานตรงกันถึงการตัดสินใจดังกล่าว
ต่อมา สื่อบางแห่งรายงานว่าทินูบูอาจตกลงเข้าพบผู้แทนหลังจากพูดคุยทางโทรศัพท์กับรามาโฟซา ทำให้รายละเอียดของการพบปะในเวลาต่อมายังถูกนำเสนอแตกต่างกันในแต่ละรายงาน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของแอฟริกา
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอพยพของพลเมืองแต่ละประเทศ แต่ยังนำไปสู่การเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ได้แก่
แอฟริกาใต้เคยเกิดความรุนแรงจากความเกลียดชังชาวต่างชาติมาแล้วหลายระลอก นับตั้งแต่ปี 2008 รวมถึงในปี 2015 และ 2019 แต่เหตุการณ์ในปี 2026 โดดเด่นตรงที่การเคลื่อนไหวต่อต้านผู้อพยพมีการจัดตั้งและประสานงานมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านก็ออกมาตอบโต้รุนแรงกว่าเดิม
ณ ปลายเดือนกรกฎาคม การประท้วงรายสัปดาห์ยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน วิกฤตนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง แต่ยังเป็นบททดสอบต่อการคุ้มครองพลเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแอฟริกา และความสามารถของรัฐบาลในการหยุดยั้งความรุนแรงก่อนจะลุกลามยิ่งกว่าเดิม