ตลาดหุ้นเอเชียนำโดยกลุ่มชิปทรุดตัวลงอย่างหนัก จากความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมหาศาลของ AI บูม ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงเกือบ 11% จากการเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หนักหน่วง จนทำให้เกิดการหยุดพักการซื้อขายอัตโนมัติ (Circuit Breaker) และกำลังจะกลายเป็นการปรับตัวรายเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงประมาณ 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองก็ไม่รอด Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหนักหุ้นเทคโนโลยี ตกลงมา 10% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เข้าสู่โหมด ‘Correction’ อย่างเป็นทางการ สื่อหลายสำนักถึงกับขนานนามวันนี้ว่า ‘Black Tuesday’ สำหรับหุ้นชิปทั่วโลก
แรงขายยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อมีข่าวความคืบหน้าของจีนในการผลิตชิปขั้นสูง รายงานระบุว่าบริษัทจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐได้เริ่มผลิตเครื่องจักรผลิตชิปแบบ Deep-UV Lithography เชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งอาจท้าทายอำนาจของ ASML ยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ได้ สิ่งนี้ยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความกลัวเรื่องการแข่งขันและความยั่งยืนของการใช้จ่าย AI
ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ให้ภาพที่แตกต่างกันออกไป S&P 500 ปิดตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง (+0.02%) ขณะที่ Nasdaq ลดลง 0.18% แต่ Dow Jones กลับเพิ่มขึ้น 0.51% โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหุ้นบลูชิป ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันหนัก ในกลุ่มผู้ผลิตชิป Micron Technology ร่วงลงกว่า 7% และหุ้น Nvidia ลดลง 5% หลังจากที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อค้ำประกันสินเชื่อราว 250,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ OpenAI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หลัก ปรับตัวลง 2.2% ในวันซื้อขายที่สามติดต่อกัน
ในรายงาน Global Risk Outlook ประจำไตรมาส 3 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้เตือนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า บูมของ AI และความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐาน (Correction) กำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเครดิตที่สำคัญระดับโลก นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ออกคำเตือนที่รุนแรงถึงขนาดนี้
ฟิทช์ชี้ว่าการประเมินมูลค่าของดัชนี S&P 500 กำลังใกล้เคียงกับระดับที่เคยเห็นในยุคฟองสบู่ดอทคอม และระบุว่าการออกหุ้นกู้ของบริษัทในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 26% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เพียงแค่ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Alphabet (Google), Nvidia, Meta, Oracle และ SpaceX ก็ออกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 182,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฟิทช์เน้นย้ำว่า ศักยภาพของ AI ในระยะกลางและระยะยาวนั้น “มีความไม่แน่นอนสูง” ทำให้ตลาดมีความเปราะบาง โดยฟิทช์ระบุว่า “การรวมกันของความไม่แน่นอนของรายได้และขอบเขตที่ตลาดทุนและเศรษฐกิจได้ผูกโยงเข้ากับ AI ได้สร้างจุดเปราะบางขึ้นมา” นอกจากนี้ รายงานของฟิทช์ยังได้ระบุถึงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านและการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุส รวมถึงแรงกดดันจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงต่อประเทศที่ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับขยะ (Junk-rated) ว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญระยะใกล้เช่นกัน
การเทขายครั้งใหญ่และคำเตือนของฟิทช์มีความเชื่อมโยงกันโดยตรง การร่วงลงของหุ้นเทคโนโยลี ซึ่งเกิดจากความสงสัยว่างบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้หรือไม่นั้น เป็นตัวกระตุ้นให้ฟิทช์ประเมินว่าการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบต่อเครดิต แหล่งข่าวหลายแห่งชี้ว่า ‘AI Trade’ ซึ่งเคยเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นที่สำคัญที่สุด ตอนนี้กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงหลัก
ประเด็นสำคัญคือ ความกังวลเรื่อง ‘การเงินแบบหมุนวน’ (Circular Funding) ซึ่งบริษัท AI กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อาจไม่สร้างผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ ตัวอย่างเช่น รายงานที่ว่า Nvidia ค้ำประกันสินเชื่อ 250,000 ล้านดอลลาร์ให้ OpenAI และการที่หุ้นบริษัทชิปจีนตัวหนึ่งพุ่งขึ้น 466% ในวันแรกที่ซื้อขาย ล้วนเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่ามูลค่าที่สูงลิ่วและหนี้สินได้ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นแล้ว ฟิทช์เตือนว่าการดึงตัวของตลาดอย่างรุนแรงอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักในวงกว้างต่อระบบการเงิน เศรษฐกิจมหภาค และเครดิตทั่วโลก