รายได้ไตรมาสนี้ต่ำกว่าประมาณการตลาดเล็กน้อย แต่ตัวเลขกำไรถือว่าแซงคาดอย่างชัดเจน
เมื่อรวมครึ่งแรกของปี 2026 AstraZeneca มีรายได้รวม 30.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และมีกำไรต่อหุ้นหลัก 5.21 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ยอดขายผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 28.9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้น 29% ที่ CER เป็น 1.7 พันล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากยาร่วมพัฒนา เช่น Enhertu
บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นหลัก 83% และปรับเพิ่มเงินปันผลระหว่างกาล 0.03 ดอลลาร์ เป็น 1.06 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ธุรกิจ Oncology หรือยารักษาโรคมะเร็ง และธุรกิจ Rare Disease หรือโรคหายาก เป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ช่วยชดเชยแรงกดดันในกลุ่ม BioPharmaceuticals ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของยาสามัญสำหรับ Farxiga และ Brilinta
ยอดขายที่แข็งแกร่งของ Imfinzi และ Enhertu เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาสนี้ ข้อมูลจากบริษัทและรายงานผลประกอบการระบุว่า รายได้จากธุรกิจมะเร็งเติบโตประมาณ 15–16% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ sonesitatug vedotin หรือ soniV ซึ่งเป็นแอนติบอดี-ดรักคอนจูเกต (ADC) ตัวแรกที่ AstraZeneca พัฒนาและถือสิทธิ์เองทั้งหมด สามารถแสดงผลด้านการรอดชีวิตที่เป็นบวกในการทดลองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยฝ่ายบริหารประเมินยอดขายสูงสุดที่อาจทำได้ไว้ที่ 3–5 พันล้านดอลลาร์
ADC คือเทคโนโลยีที่ใช้แอนติบอดีเป็นตัวนำส่งยาสู่เซลล์เป้าหมาย โดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง ความสำเร็จของ soniV จึงมีความหมายมากกว่าข่าวดีของยาเพียงตัวเดียว เพราะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถด้าน ADC ที่ AstraZeneca ลงทุนพัฒนาภายในบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง
ก่อนการประกาศผลประกอบการไม่นาน AstraZeneca และ Ionis Pharmaceuticals เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า การทดลองระยะที่ 3 CARDIO-TTRansform ของ Wainua หรือ eplontersen ไม่ผ่านจุดมุ่งหมายหลักด้านประสิทธิผล
การทดลองนี้ศึกษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจจากอะไมลอยด์ที่เกิดจาก transthyretin หรือ ATTR-CM โดยวัดผลรวมของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเหตุการณ์ทางคลินิกเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดซ้ำภายในระยะเวลาไม่เกิน 140 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับยาหลอก
แม้ Wainua จะมีความทนต่อยาโดยรวมที่ดีและมีข้อมูลด้านความปลอดภัยสอดคล้องกับผลการศึกษาก่อนหน้า แต่การเพิ่มยาเข้าไปในมาตรฐานการรักษาปัจจุบันไม่ทำให้เกิดประโยชน์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ข่าวดังกล่าวกดดันราคาหุ้นและทำให้นักลงทุนหันกลับมาพิจารณาความแข็งแกร่งของแผนการพัฒนายานอกเหนือจากกลุ่มมะเร็งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าผลกระทบทางการเงินโดยตรงยังอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าความล้มเหลวของการทดลองครั้งนี้ลดมูลค่าในแบบจำลองการประเมินราคาลงประมาณ 2–4% เนื่องจาก Wainua ไม่ได้ถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้สูงสุดของบริษัท
ฝ่ายบริหารจึงพยายามสื่อสารว่า พอร์ตการพัฒนายาที่มีความหลากหลายสูงสามารถรองรับความผิดหวังจากโครงการใดโครงการหนึ่งได้ โดยชี้ให้เห็นความสำเร็จของ soniV และการเติบโตของธุรกิจมะเร็งเป็นตัวอย่าง
AstraZeneca ยืนยันเป้าหมายรายได้รวม 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งบริษัทประกาศครั้งแรกในปี 2024 Aradhana Sarin ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกล่าวกับ Bloomberg ว่า บริษัท “อยู่บนเส้นทางอย่างมาก” ที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
Pascal Soriot ประธานเจ้าหน้าที่บริหารก็ใช้ผลประกอบการไตรมาสนี้ตอบโต้ข้อกังวลว่า ความล้มเหลวของ Wainua อาจทำให้เป้าหมายระยะยาวของบริษัทสั่นคลอน
แผนการไปสู่รายได้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์อาศัยแรงส่งจากหลายด้าน ได้แก่
บริษัทมองว่าปี 2026 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยต้องรับมือกับการหมดอายุของสิทธิผูกขาดยาบางรายการ เช่น Farxiga และ Brilinta รวมถึงแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านราคายาในสหรัฐฯ แต่ฝ่ายบริหารเชื่อว่าความคืบหน้าของโครงการวิจัยและการเปิดตัวยาใหม่จะช่วยรักษาแนวโน้มการเติบโตไว้ได้
สำหรับแนวโน้มทั้งปี AstraZeneca ยังคงคาดว่ารายได้รวมจะเติบโตในระดับเลขหลักเดียวช่วงกลางถึงสูงที่ CER และกำไรต่อหุ้นหลักจะเติบโตในระดับเลขสองหลักช่วงต้น
ผลประกอบการไตรมาส 2 สะท้อนว่า AstraZeneca ยังมีแรงส่งจากธุรกิจหลัก โดยเฉพาะ Imfinzi, Enhertu และกลุ่มยามะเร็งที่เติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่ความสำเร็จของ soniV ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อศักยภาพแพลตฟอร์ม ADC ของบริษัท
ในอีกด้านหนึ่ง ความล้มเหลวของ Wainua เตือนว่างานวิจัยยาระยะท้ายยังมีความเสี่ยงสูง และนักลงทุนจะจับตาข้อมูลการทดลองชุดถัดไปอย่างใกล้ชิด ถึงกระนั้น นักวิเคราะห์ JPMorgan ยังมองว่าเป้ารายได้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2030 ยังคงเป็นเป้าหมายที่บรรลุได้
ภาพรวมจึงเป็นไตรมาสที่ช่วยคลายแรงกดดันระยะสั้น และยืนยันเรื่องราวการเติบโตระยะยาวของ AstraZeneca มากกว่าจะเป็นบทสรุปสุดท้าย ความสามารถในการเปลี่ยนความแข็งแกร่งของพอร์ตยามะเร็งและโรคหายากให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดได้จริง จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการพิสูจน์เป้าหมายในปี 2030