รายงานจากสื่อเทคโนโลยีเกาหลีใต้ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า ทางเลือกนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งราคาเมมโมรีที่พุ่งขึ้นจากความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI ผลประกอบการของธุรกิจมือถือที่ถูกกดดัน และสถานะของ Samsung ในตลาดจีนที่อ่อนแอลงอย่างมาก
แนวคิดที่ถูกพูดถึงคือการจัดซื้อหน่วยความจำแบบ LPDDR5X จากผู้ผลิตจีน โดยบริษัทที่ถูกคาดหมายมากที่สุดคือ ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT เพื่อนำไปใช้ใน Galaxy A รุ่นระดับกลางและระดับเริ่มต้นที่ทำตลาดในจีน
เป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนชิ้นส่วน หรือ bill of materials ของโทรศัพท์ เพื่อให้ Samsung สามารถผลิตเครื่องในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นในช่วงที่ราคา DRAM ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม Samsung ยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยตอบต่อรายงานข่าวเพียงว่า “ไม่สามารถยืนยันได้”
ความต้องการชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้กำลังการผลิตบางส่วนถูกโยกออกจากหน่วยความจำสำหรับสมาร์ตโฟน ส่งผลให้ราคา DRAM สูงขึ้นอย่างมาก สถานการณ์นี้ทำให้ต้นทุนมือถือเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ง่ายโดยไม่กระทบยอดขาย
บริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้หลายแห่งคาดการณ์ว่า แผนก MX ของ Samsung อาจขาดทุนจากการดำเนินงานราว 2,000–10,000 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.5–7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026
ในมุมของ Samsung การหาซัพพลายเออร์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าจึงอาจเป็นหนึ่งในทางออกเพื่อพยุงกำไรของธุรกิจมือถือ
Samsung มีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนในจีนเหลือเพียงประมาณ 0.6% แต่บริษัทอาจมองเห็นช่องว่างใหม่ หลังแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi และ Oppo ลดเป้าหมายหรือปริมาณการจัดส่งสมาร์ตโฟนบางรุ่น เนื่องจากต้องรับมือกับต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น
หาก Samsung ลดต้นทุนได้และเพิ่มจำนวนเครื่องในกลุ่มราคาจับต้องได้ บริษัทก็อาจใช้โอกาสนี้กลับมาแข่งขันในตลาดจีนได้มากขึ้น แม้ยังไม่มีหลักประกันว่าราคาที่ถูกลงจะเพียงพอต่อการดึงผู้บริโภคกลับมา
การพิจารณาใช้ DRAM จีนไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Samsung เลือกใช้แผง OLED จาก CSOT ผู้ผลิตจีนใน Galaxy A57 รวมถึงจัดซื้อชิ้นส่วนอย่างบานพับสำหรับสมาร์ตโฟนพับได้และโมดูลกล้องจากซัพพลายเออร์จีน
การนำ DRAM จากจีนเข้ามาใช้จึงอาจเป็นการขยายแนวทางกระจายห่วงโซ่อุปทานที่ Samsung เริ่มดำเนินการแล้ว เพื่อควบคุมต้นทุนในช่วงที่ราคาหน่วยความจำสูงขึ้น
แรงกดดันที่สำคัญไม่ได้มาจากตลาดภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความตึงเครียดระหว่างหน่วยธุรกิจภายใน Samsung เอง
แผนก Semiconductor หรือ DS ซึ่งดูแลธุรกิจชิปหน่วยความจำ ถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธคำขอของแผนก MX ที่ต้องการทำสัญญาจัดหา DRAM ระยะยาวอย่างน้อยหนึ่งปีในช่วงปลายปี 2025
ตามรายงาน DS ต้องการเจรจาสัญญาเป็นรายไตรมาสโดยอิงราคาตลาด ขณะที่แผนกชิปให้ความสำคัญกับการขายผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรสูงกว่า เช่น HBM และ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์
ผลที่ตามมาคือ MX ต้องหันไปพึ่งซัพพลายเออร์ภายนอกอย่าง Micron โดยมีรายงานว่าชิปจาก Micron คิดเป็นประมาณ 50% ของ Galaxy S26 ล็อตแรก การพิจารณาใช้ DRAM จากจีนจึงอาจเป็นก้าวต่อไปของการลดการพึ่งพาการจัดซื้อภายในกลุ่มเดียวกัน แม้จะเพิ่มความเสี่ยงด้านการรับรองและคุณภาพ
ในเชิงโครงสร้าง DS ย่อมมีแรงจูงใจที่จะขาย DRAM ให้ลูกค้าภายนอกในราคาตลาดที่สูงกว่า ขณะที่การขายให้ MX ในราคาพิเศษอาจลดกำไรของแผนกชิป จึงเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเป้าหมายของสองหน่วยธุรกิจ
อย่างไรก็ดี Samsung ปฏิเสธรายงานเรื่องความขัดแย้งดังกล่าว โดยระบุว่าข้อกล่าวหา “ไม่มีมูล” และบริษัทกำลังสื่อสารกับลูกค้าทั่วโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับความต้องการในอุตสาหกรรม ดังนั้น รายละเอียดของข้อพิพาทภายในยังไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ Samsung ยืนยันอย่างเป็นทางการ
เหตุผลสำคัญของแผนนี้คือความเชื่อว่า DRAM จากจีนจะช่วยลดต้นทุน แต่รายงานบางส่วนระบุว่า CXMT เองก็ขึ้นราคาไปตามตลาดหน่วยความจำที่ร้อนแรง และอาจคิดราคาชิป DDR5 สูงกว่า Samsung ในบางกรณี
หากความได้เปรียบด้านราคาไม่ชัดเจน การเปลี่ยนซัพพลายเออร์ก็อาจไม่ช่วยลดต้นทุนได้มากพอที่จะทำให้ Galaxy A แข่งขันได้ดีขึ้น
CXMT เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การประเมินช่องว่างทางเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับผู้ผลิตชั้นนำจากเกาหลีใต้ยังแตกต่างกัน บางแหล่งประเมินว่าจีนตามหลังไม่ถึงสามปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าช่องว่างใน DRAM ขั้นสูงอาจมากกว่าห้าปี
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตชิปให้ใช้งานได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ อัตราผลิตสำเร็จ และความสามารถในการส่งมอบปริมาณมากตามมาตรฐานของ Samsung
การที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะนำชิปจากจีนมาใช้จริง ต้องผ่านอย่างน้อยสามด่าน ได้แก่ การรับรองด้านความปลอดภัย การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และการทดสอบผลิตภัณฑ์
ขั้นตอนเหล่านี้อาจทำให้การจัดซื้อใช้เวลานาน หรือทำให้แผนไม่สามารถกลายเป็นสัญญาจัดหาระยะยาวได้ในท้ายที่สุด
นักวิเคราะห์บางรายมองว่าปัญหาของ Samsung ในจีนไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ต่อแบรนด์ ระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ และการแข่งขันจากผู้ผลิตท้องถิ่น
ดังนั้น การใส่ชิปจีนในโทรศัพท์ระดับกลางหรือระดับเริ่มต้นอาจช่วยลดต้นทุน แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าส่วนแบ่งตลาดจะฟื้นกลับจากระดับราว 0.6% ได้โดยอัตโนมัติ
แผนของ Samsung เกิดขึ้นในช่วงที่ CXMT กำลังขยายบทบาทอย่างรวดเร็ว จากส่วนแบ่งตลาด DRAM โลกประมาณ 3% เพิ่มขึ้นเป็นราว 8% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิต DRAM รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก
Nomura คาดการณ์ว่า CXMT อาจเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกเป็น 18% ภายในปี 2028 ขณะที่การทำข้อตกลงจัดหาชิปมูลค่าประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในระยะหลายปี และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามพึ่งพาตนเองด้านเซมิคอนดักเตอร์ของจีน
ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ระดับโลกอย่าง HP, Dell และ Lenovo ก็มีรายงานว่ากำลังประเมินหรือเริ่มใช้โมดูลหน่วยความจำที่สร้างจากชิปของ CXMT แล้ว นี่สะท้อนว่า CXMT ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นในตลาดภายในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังพยายามเจาะห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
หาก Samsung เพิ่มการพึ่งพาชิปหน่วยความจำจากจีน บริษัทก็ต้องประเมินความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงให้กับโรงงานในจีน
การขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์จีนอาจทำให้ Samsung ต้องบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และตลาดจีนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะหากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการค้าระหว่างสองมหาอำนาจรุนแรงขึ้น
การพิจารณาใช้ DRAM จีนใน Galaxy A ที่ขายในจีนอาจเป็นความพยายามแบบ “เดิมพันครั้งสุดท้าย” ของธุรกิจมือถือ Samsung เพื่อกดต้นทุน เพิ่มปริมาณสินค้า และหาช่องกลับเข้าสู่ตลาดที่บริษัทมีส่วนแบ่งเพียงราว 0.6%
แต่แผนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าแน่นอน เพราะข้อได้เปรียบด้านราคาอาจลดลง ช่องว่างด้านคุณภาพและเทคโนโลยียังเป็นประเด็นถกเถียง กระบวนการรับรองอาจใช้เวลานาน และปัญหาหลักของ Samsung ในจีนอาจไม่ได้แก้ได้ด้วยการลดต้นทุนฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว
หากเกิดขึ้นจริง การตัดสินใจครั้งนี้จะมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนซัพพลายเออร์ของ Galaxy A เพราะจะเป็นสัญญาณว่า CXMT กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดหน่วยความจำโลก และอาจทำให้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิต DRAM รายใหญ่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ