สองวันก่อนหน้า ในวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2026 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติ 144 ต่อ 10 เสียง ต่ออายุวาระการดำรงตำแหน่งของวอล์คเกอร์ เทิร์ก (Volker Türk) นักการทูตชาวออสเตรีย ในตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นสมัยที่สอง สหรัฐฯ ลงมติ คัดค้าน การต่ออายุครั้งนี้ ทำให้ตนเองอยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อยร่วมกับรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิสราเอล และอีกไม่กี่ประเทศ
ฝรั่งเศสประณามการลงมติของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง คณะผู้แทนถาวรฝรั่งเศสประจำยูเอ็นประจำนครเจนีวาโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถถูกมองว่าเป็น "ประภาคารแห่งสิทธิมนุษยชน" ได้อีกต่อไป และโดดเดี่ยวอยู่ร่วมกับรัสเซีย เกาหลีเหนือ นิการากัว มาลี และรัฐเผด็จการอื่นๆ นักการทูตฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า ด้วยการคัดค้านการต่ออายุวาระของเทิร์ก วอชิงตันได้เข้าข้างระบอบการปกครองที่ปราบปรามสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ
ภายหลังคณะผู้แทนสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ห้องประชุมคณะมนตรีความมั่นคง แดน เนเกรีย (Dan Negrea) รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้ชี้แจงเหตุผลของวอชิงตัน เขากล่าวหาฝรั่งเศสว่าใช้น้ำเสียง "ดูถูกและไม่ให้เกียรติ" (condescending and disrespectful) และกล่าวว่า คณะผู้แทนเดินออกเพราะสหรัฐฯ จะไม่ทนต่อสิ่งที่มองว่าเป็น "ความหน้าซื่อใจคด" (hypocrisy) และ "การเสแสร้งทำเป็นมีศีลธรรมอย่างไม่จริงใจ" (disingenuous grandstanding) ของฝรั่งเศสอีกต่อไป
'สหรัฐฯ ได้ยืนเคียงข้างฝรั่งเศสในทุกความขัดแย้งที่เสรีภาพของพวกเขาถูกคุกคาม เราจะไม่นั่งฟังนิ่งๆ ในขณะที่สมาชิกของคณะมนตรีนี้แสร้งแสดงความโกรธแค้นทางศีลธรรม'
เนเกรียยังกล่าวกับคณะมนตรีด้วยว่า "มีสมาชิกของคณะมนตรีนี้ที่จะแสร้งทำเป็นโกรธแค้นทางศีลธรรมและทำทีสอนพวกเราที่เหลือในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่เรากำลังหารือกันในวันนี้ หรือแม้แต่คำถามเกี่ยวกับสันติภาพและความมั่นคง [...] นี่คือเหตุผลที่เราเดินออกระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ของฝรั่งเศส"
การเดินออกครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว มีหลายเหตุการณ์ในหลายเดือนก่อนหน้านี้ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรทั้งสองตึงเครียดอยู่แล้ว:
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ฝรั่งเศสจำกัดการเข้าพบของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฝรั่งเศส ชาร์ลส์ คุชเนอร์ (Charles Kushner) หลังจากที่เขาไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสประกาศว่าเอกอัครราชทูตคุชเนอร์จะถูกปฏิเสธการเข้าพบเจ้าหน้าที่รัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง โดยอ้างถึงสิ่งที่ปารีสเรียกว่า "ความเข้าใจผิดในหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของเขา"
ในเดือนเมษายน 2026 ฝรั่งเศสตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสาธารณะที่ขู่จะถอนตัวจากนาโต และผลักดันให้ใช้พันธมิตรนี้ในปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกในช่องแคบฮอร์มุซ ปารีสยืนกรานว่าจุดประสงค์ของนาโตคือความมั่นคงในภูมิภาคยูโร-แอตแลนติกเท่านั้น ไม่ใช่ภารกิจเชิงรุกในตะวันออกกลาง
ก่อนการเดินออก คณะผู้แทนถาวรฝรั่งเศสประจำยูเอ็นได้กล่าวไปแล้วว่าสหรัฐฯ "ไม่สามารถถูกมองว่าเป็นประภาคารแห่งสิทธิมนุษยชนได้อีกต่อไป" — ถ้อยคำที่วอชิงตันมองว่าสร้างความขัดแย้งอย่างยิ่ง
การเดินออกจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น โดยปกติแล้วสงวนไว้สำหรับรัฐที่ไม่เป็นมิตร เช่น รัสเซีย ลิเบีย หรือรัฐนอกรีตอื่นๆ ไม่ใช่พันธมิตรตามสนธิสัญญา เหตุการณ์นี้ถือเป็น การแตกร้าวต่อหน้าสาธารณะที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ระหว่างสมาชิกถาวรสองชาติของคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นและพันธมิตรผู้ก่อตั้งนาโต เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์กับจุดยืนของหุ้นส่วนยุโรปดั้งเดิม ในประเด็นสิทธิมนุษยชน พหุภาคีนิยม และบทบาทของสถาบันระหว่างประเทศ
ฝรั่งเศสตอบโต้ด้วยการปกป้องบันทึกของตนเองที่ยูเอ็น และประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังโดดเดี่ยวมากขึ้น โดยใช้วลี "America Alone" (อเมริกาผู้เดียวดาย) ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ได้รับการรายงานอย่างกว้างขวางโดย AP News, Al Jazeera, The Washington Post, France 24 และสำนักข่าวใหญ่อื่นๆ
| ประเด็น | รายละเอียด |
|---|---|
| วันที่เดินออก | 27 กรกฎาคม 2026 |
| สาเหตุทันที | ฝรั่งเศสวิจารณ์การลงมติคัดค้านการต่อวาระข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น วอล์คเกอร์ เทิร์ก ของสหรัฐฯ |
| ผลการลงมติยูเอ็น | 144 ต่อ 10 เสียง เห็นชอบต่อวาระเทิร์ก; สหรัฐฯ ลงมติคัดค้านร่วมกับรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิสราเอล |
| เหตุผลของสหรัฐฯ | 'วาทกรรมดูถูกและไม่ให้เกียรติ' และ 'การเสแสร้งทำเป็นมีศีลธรรมอย่างไม่จริงใจ' ของฝรั่งเศส |
| การตอบสนองของฝรั่งเศส | ประกาศว่าสหรัฐฯ โดดเดี่ยว; ใช้วลี 'America Alone' |
| ความตึงเครียดในวงกว้าง | ข้อพิพาทการเข้าพบเอกอัครราชทูต (ก.พ. 2026), ความขัดแย้งเรื่องนาโต/ฮอร์มุซ (เม.ย. 2026) |
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนว่า แม้แต่พันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดก็อาจแตกร้าวได้ เมื่อความแตกต่างพื้นฐานในเรื่องค่านิยมและการทูตพหุภาคีมาปะทะกันภายในห้องประชุมคณะมนตรีความมั่นคง