แนวคิดของ D2D คือการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั่วไปเข้ากับดาวเทียมโดยตรงจากอวกาศ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเสาสัญญาณภาคพื้นดินในพื้นที่ที่เครือข่ายมือถือเข้าไม่ถึง นี่คือรายละเอียดสำคัญที่เปิดเผยจากเอกสารและรายงานที่เกี่ยวข้อง
คำขอของ Amazon Leo ครอบคลุมดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO สูงสุด 5,105 ดวง
เครือข่ายนี้จะเป็นระบบใหม่ที่แยกจากเครือข่ายบรอดแบนด์เดิมของ Amazon Leo ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้งานดาวเทียม Gen1 จำนวน 3,236 ดวง กล่าวง่าย ๆ คือ Amazon ไม่ได้เปลี่ยนดาวเทียมอินเทอร์เน็ตเดิมมาให้บริการมือถือทั้งหมด แต่กำลังวางแผนสร้าง “กองดาวเทียม” อีกชุดสำหรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์โดยเฉพาะ
ระบบ D2D จะใช้คลื่นความถี่สำหรับบริการดาวเทียมเคลื่อนที่ หรือ Mobile-Satellite Service (MSS) ของ Globalstar โดยในสหรัฐฯ ระบบจะรับสัญญาณอัปโหลดจากอุปกรณ์มือถือในช่วง 1,610–1,618.725 เมกะเฮิรตซ์ และส่งสัญญาณดาวน์ลิงก์กลับไปยังอุปกรณ์ในช่วง 2,483.5–2,500 เมกะเฮิรตซ์
คลื่นความถี่ย่านต่ำเหล่านี้เหมาะกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์มือถือขนาดเล็กมากกว่าคลื่น Ka-band ที่ Amazon Leo ใช้กับบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้อุปกรณ์รับสัญญาณเฉพาะทาง
สำหรับการใช้งานนอกสหรัฐฯ ยังอาจเกี่ยวข้องกับคลื่นย่าน L-band เพิ่มเติม แต่การใช้งานจริงจะขึ้นอยู่กับใบอนุญาตและกฎระเบียบของแต่ละประเทศ
รายงานสรุปต่อสาธารณะยังไม่ได้ระบุระดับความสูงปฏิบัติการที่แน่นอนของดาวเทียม D2D ชุดใหม่นี้ นอกจากยืนยันว่าเป็นดาวเทียมในวงโคจรต่ำ หรือ LEO
เอกสารโต้ตอบระหว่าง Amazon Leo กับ FCC ในเดือนเมษายน 2026 กล่าวถึงระดับความสูงสำหรับการนำดาวเทียมบรอดแบนด์ Gen1 เข้าสู่วงโคจรที่ประมาณ 450 กิโลเมตร แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเลขดังกล่าวเป็นระดับความสูงเฉพาะของดาวเทียม D2D ด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรตีความว่า 450 กิโลเมตรคือระดับความสูงที่กำหนดไว้แล้วสำหรับเครือข่ายใหม่นี้
Amazon ระบุว่าเครือข่ายนี้จะรองรับบริการหลัก 4 ประเภท ได้แก่
บริการจะส่งตรงไปยังสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่รองรับ รวมถึงอุปกรณ์ Internet of Things หรือ IoT บางประเภท
Amazon Leo ตั้งใจทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ หรือ MNO เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการของเครือข่ายเดิมไปยังบริเวณที่เสาสัญญาณภาคพื้นดินไปไม่ถึง อย่างไรก็ตาม Amazon ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ให้บริการมือถือที่จะเข้าร่วมโครงการ
เครือข่าย Amazon Leo เดิม ซึ่งได้รับอนุมัติจาก FCC ในปี 2020 มีดาวเทียม Gen1 จำนวน 3,236 ดวง และออกแบบมาเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบติดตั้งประจำที่ผ่านย่านความถี่ Ka-band และ V-band
โครงการเดิมยังเผชิญความล่าช้าในการปล่อยดาวเทียม โดยช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 มีดาวเทียมอยู่ในวงโคจรราว 210–241 ดวง และต่อมา FCC ได้ผ่อนผันกำหนดการปล่อยดาวเทียมในเดือนกรกฎาคม 2026 ให้ Amazon
ส่วนเครือข่าย D2D จำนวน 5,105 ดวงเป็นระบบที่เพิ่มเข้ามาและ Amazon ตั้งใจให้ทำงานควบคู่กับเครือข่ายบรอดแบนด์เดิม บริษัทอธิบายว่าทั้งสองระบบมีบทบาทเสริมกัน ระบบหนึ่งเน้นอินเทอร์เน็ตสำหรับสถานที่หรืออุปกรณ์รับสัญญาณประจำที่ อีกระบบเน้นการเชื่อมต่อโดยตรงกับโทรศัพท์มือถือ
ในเดือนเมษายน 2026 Amazon ตกลงเข้าซื้อ Globalstar ด้วยมูลค่าประมาณ 10,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตัวเลขที่รายงานแตกต่างกันไปตามวิธีคำนวณและแหล่งข่าว ตั้งแต่ประมาณ 10,800 ล้านดอลลาร์ถึง 11,570 ล้านดอลลาร์
ดีลดังกล่าวทำให้ Amazon เข้าถึงดาวเทียม Globalstar ที่มีอยู่ 24 ดวง ใบอนุญาตคลื่นความถี่ MSS ระบบปฏิบัติการดาวเทียม โครงสร้างพื้นดิน และบุคลากรของบริษัท
ในคำขอที่ยื่นต่อ FCC เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม Amazon เสนอให้นำโครงสร้างพื้นฐานของ Amazon Leo มาผสานกับคลื่นความถี่และสินทรัพย์ดาวเทียมเดิมของ Globalstar เพื่อให้บริการ D2D Amazon ยังบอกกับ FCC ว่าคลื่นความถี่ของ Globalstar “จำเป็นต่อการแข่งขันในตลาด D2D”
FCC เริ่มกระบวนการพิจารณาดีล Amazon–Globalstar เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 และเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะถึงวันที่ 6 กรกฎาคม
Amazon Leo ระบุว่า หากได้รับอนุญาตจาก FCC จะเริ่มติดตั้งดาวเทียมสำหรับระบบ D2D ในปี 2028
บริษัทวางแผนให้ทีม Amazon Leo เป็นผู้พัฒนาและติดตั้งเครือข่ายใหม่ด้วยตัวเอง โดยใช้ประโยชน์จากดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพย์สินด้านคลื่นความถี่ของ Globalstar ขณะเดียวกัน รูปแบบการให้บริการจะอาศัยความร่วมมือกับผู้ให้บริการมือถือในหลายประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการเดิม
Amazon กำลังเข้าสู่ตลาดที่มีผู้เล่นอยู่แล้วหลายราย ได้แก่
ประเด็นสำคัญของการยื่นครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่จำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ Amazon กำลังวางระบบมือถือผ่านดาวเทียมแยกต่างหาก พร้อมใช้คลื่นความถี่และโครงสร้างพื้นฐานของ Globalstar เพื่อแข่งขันโดยตรงกับบริการอย่าง Starlink ในตลาดที่พยายามทำให้โทรศัพท์ทั่วไปติดต่อสื่อสารได้แม้อยู่ไกลจากเสาสัญญาณ