AMRO ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของอาเซียน+3 ปี 2569 เป็น 4.1% จาก 4.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ถูกปรับลดลงเหลือ 1.6% จาก 1.8% หลังสมมติฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวดีขึ้น โดยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออก...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What did AMRO's July 2026 quarterly update say about its ASEAN+3 growth forecast, the key driver. Article summary: Here is what AMRO's July 2026 quarterly update reported, sourced directly from the official press release and update page.. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrat
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ได้เผยแพร่รายงานประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน+3 (AREO) รอบไตรมาสล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาค พร้อมกับปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลง การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มีรากฐานมาจากภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AMRO คาดการณ์ว่าภูมิภาคอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ บวกกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเติบโตที่ 4.1% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ 4.0% ที่ประเมินไว้ในเดือนมิถุนายน 2569 จากนั้นคาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.0% ในปี 2570
การปรับเพิ่มคาดการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจาก โมเมนตัมที่ยั่งยืนในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่งทั่วโลก ตามรายงานอย่างเป็นทางการของ AMRO ระบุว่า "การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่มั่นคง การลงทุนที่ยืดหยุ่น และการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโต"
รายงานยังชี้ให้เห็นว่าการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานและวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมนั้นรุนแรงน้อยกว่าที่กังวลไว้ในช่วงแรก ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมเพิ่มเติมต่อแนวโน้มการเติบโต
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 ถูก ปรับลดลงเหลือ 1.6% จาก 1.8% ที่คาดการณ์ไว้ในรายงานระหว่างกาลเดือนมิถุนายน การปรับลดลงนี้สะท้อนถึงสมมติฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ลดลง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น รายงานฉบับเต็มของ AMRO ในเดือนเมษายน 2569 เคยคาดการณ์เงินเฟ้อไว้ที่ 1.4% สำหรับปี 2569 และ 1.5% สำหรับปี 2570 โดยระบุว่าราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
ขณะที่การอัปเดตในเดือนมิถุนายนได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 1.8% เนื่องจากผลกระทบจากการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดังนั้นการปรับลดในเดือนกรกฎาคมจึงเป็นการกลับทิศทางบางส่วน
AMRO ระบุความเสี่ยงสำคัญหลายประการต่อแนวโน้มพื้นฐาน :
อาเซียน+3 ก้าวเข้าสู่ปี 2569 จากจุดแข็งสัมพัทธ์ โดยขยายตัว 4.3% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการค้าโลก บทบาทสำคัญของภูมิภาคในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลกและอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญต่อแรงกดดันจากภายนอก
ดองเฮอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่าภูมิภาคนี้ยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับการสนับสนุนจาก "บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก"
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
AMRO ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของอาเซียน+3 ปี 2569 เป็น 4.1% จาก 4.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
AMRO ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของอาเซียน+3 ปี 2569 เป็น 4.1% จาก 4.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ถูกปรับลดลงเหลือ 1.6% จาก 1.8% หลังสมมติฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกปรับตัวดีขึ้น โดยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงน้อยกว่าที่กังวล
AMRO ยังคงชี้ถึงความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะเงินเฟ้ออาหารจากต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น ราคาพลังงานโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์