การปรับลดเป้าหมายราคาของ Barclays และ Deutsche Bank จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวเลข แต่สะท้อนคำถามใหญ่ของตลาดว่า Nokia กำลังกลายเป็นผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือยังคงเป็นบริษัทอุปกรณ์โทรคมนาคมที่กำลังพยายามหาธุรกิจใหม่มาชดเชยตลาดเดิม
ตัวเลขของ Nokia มีทั้งด้านบวกและด้านที่ทำให้นักลงทุนระวังตัวมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ตลาดไม่ได้มองเพียงตัวเลขกำไรแบบ comparable เพราะแม้กำไรที่ใช้เปรียบเทียบจะออกมาดี แต่เงินสดที่ไหลออกและผลขาดทุนตามตัวเลขรายงานยังสะท้อนต้นทุนของการปรับโครงสร้างธุรกิจ
จุดเด่นที่สุดของงบไตรมาสนี้คือธุรกิจ AI และคลาวด์
แต่ตลาดกังวลว่า “คำสั่งซื้อ” ยังไม่เท่ากับ “รายได้” ในทันที ผู้บริหารอธิบายว่าคำสั่งซื้อมีลักษณะ ลัมพี หรือมาเป็นก้อน ๆ ทำให้การรับรู้รายได้อาจผันผวน อีกทั้งข้อจำกัดด้านการจัดหาหน่วยความจำอาจทำให้การส่งมอบและการรับรู้รายได้ล่าช้า
ข้อมูลหนึ่งระบุว่า มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของยอดคำสั่งซื้อ AI และคลาวด์ 2.8 พันล้านยูโรที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นรายได้ภายใน 12 เดือน สำหรับนักลงทุนฝั่งลบ ช่องว่างระหว่างยอดสั่งซื้อกับเงินสดที่เข้าบริษัทคือความเสี่ยงสำคัญที่สุด
แม้ธุรกิจ AI และคลาวด์จะโต 105% แต่ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 9% ของรายได้รวม จึงยังมีขนาดไม่มากพอที่จะเปลี่ยนภาพการเงินของทั้งกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว
หุ้น Nokia ในตลาดสหรัฐฯ ร่วง 5.35% เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ปิดที่ 9.73 ดอลลาร์ และทำสถิติปิดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ขณะที่การซื้อขายในเฮลซิงกิเคยร่วงลงมากถึง 10.3% หลังนักลงทุนตีความแนวโน้มรายได้และการเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นยอดขายในระยะใกล้อย่างระมัดระวัง
แรงขายดังกล่าวลบการปรับขึ้นราว 5% ก่อนประกาศผลประกอบการในวันก่อนหน้า และภายในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม American Depositary Receipt หรือ ADR ของ Nokia ในตลาด NYSE ซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนมิถุนายนที่ 17.45 ดอลลาร์ราว 44%
กล่าวง่าย ๆ คือ Nokia ทำได้ดีเมื่อวัดจากตัวเลขกำไรที่ตลาดคาด แต่ยังทำได้ไม่ดีพอเมื่อวัดจาก “เรื่องราว” ที่นักลงทุนต้องการเห็น นั่นคือรายได้จาก AI ที่เติบโตต่อเนื่อง แปลงเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง
Barclays ซึ่งวิเคราะห์โดย Simon Coles ลดเป้าหมายราคาหุ้น Nokia จาก 8.50 ยูโรเหลือ 8 ยูโร และย้ำคำแนะนำ Underweight/Sell
มุมมองนี้สะท้อนความกังวลว่า ธุรกิจอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง การเติบโตของคำสั่งซื้อจากลูกค้า AI และคลาวด์อาจดีมากในเชิงเปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่มากพอที่จะชดเชยการใช้จ่ายด้านโทรคมนาคมที่อ่อนแอในระดับบริษัทโดยรวม
สำหรับ Barclays คำถามจึงไม่ใช่ AI โตหรือไม่ แต่คือ AI จะโตเร็วและทำกำไรได้มากพอ ก่อนที่ธุรกิจเดิมจะฉุดผลประกอบการลงหรือไม่
Deutsche Bank มีท่าทีเป็นบวกกว่า โดยยังคงคำแนะนำ Buy แม้ลดเป้าหมายราคาจาก 13.50 ยูโรเหลือ 11.50 ยูโร ตามข้อมูลตลาดวันที่ 27 กรกฎาคม 2026
ก่อนหน้านี้ โน้ตของนักวิเคราะห์ Robert Sanders เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ระบุเป้าหมายราคา 6.50 ยูโร ขณะที่หุ้นอยู่ที่ 5.49 ยูโร การคงคำแนะนำ Buy แม้ปรับเป้าหมายลงสะท้อนว่า Deutsche Bank ยังมองการรุกเข้าสู่ตลาด AI และคลาวด์เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างมูลค่าได้ในช่วงหลายปีข้างหน้า
ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างสองธนาคารไม่ได้ขัดแย้งกันทั้งหมด Barclays ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงในช่วงใกล้และธุรกิจเดิม ส่วน Deutsche Bank ให้น้ำหนักกับโอกาสที่ธุรกิจ AI จะขยายตัวจนมีขนาดใหญ่พอในระยะยาว
| ฝั่งมองบวก | ฝั่งมองลบ |
|---|---|
| Danske Bank — Buy เป้าหมาย 14 ยูโร มองว่า Nokia กำลังลดการพึ่งพาอุปกรณ์โทรคมนาคมและเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI | Barclays — Sell เป้าหมาย 8 ยูโร มองว่าธุรกิจโทรคมนาคมเดิมยังมีแรงกดดันเชิงโครงสร้าง |
| SEB — ปรับคำแนะนำเป็น Buy พร้อมเป้าหมาย 12 ยูโร และคาดว่ายอดรับคำสั่งซื้อ AI รายไตรมาสอาจอยู่ที่ 1.2 พันล้านยูโร | DNB Carnegie — ปรับเป็น Sell พร้อมเป้าหมาย 8.40 ยูโร โดยมองว่าการปรับขึ้นจากกระแส AI ไปไกลและเร็วเกินไป |
| Deutsche Bank — Buy เป้าหมาย 11.50 ยูโร | Landesbank Baden-Württemberg — Sell เป้าหมาย 9.75 ยูโร |
ค่าเฉลี่ยเป้าหมายราคาของนักวิเคราะห์ Nokia ในตลาด NYSE อยู่ที่ประมาณ 12.57 ดอลลาร์ ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และชี้ว่ามีโอกาสลดลงราว 8.4% เมื่อเทียบกับราคาปิดวันที่ 23 มิถุนายนที่ 13.72 ดอลลาร์
ส่วนต่างระหว่างเป้าหมายที่เป็นบวกที่สุดของ Danske Bank ที่ 14 ยูโร กับเป้าหมายของ Barclays ที่ 8 ยูโรอยู่ที่ 75% ความแตกต่างระดับนี้สะท้อนว่า ตลาดยังตัดสินไม่ได้ว่า Nokia คือบริษัทอุปกรณ์โทรคมนาคมที่กำลังเสื่อมถอย หรือเป็นผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังก้าวขึ้นมา
รายได้เพิ่มขึ้นสองเท่าและยอดคำสั่งซื้อพุ่งขึ้น แต่กำไรและการเปลี่ยนยอดขายเป็นกระแสเงินสดยังไม่แข็งแรงพอ นักลงทุนฝั่งลบจึงยังไม่เชื่อว่าการเติบโตนี้จะสะท้อนเป็นผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ในเร็ว ๆ นี้
แม้แต่นักวิเคราะห์ฝั่งบวกก็ยอมรับว่า ตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมแบบดั้งเดิมที่อ่อนแอ ข้อจำกัดด้านหน่วยความจำ และความเสี่ยงในการดำเนินงานยังทำให้แนวโน้มไม่แน่นอน
ธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมหลักยังคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้ Nokia และเติบโตเพียง 4% ในไตรมาส 2 นั่นหมายความว่า AI ต้องโตต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง กว่าจะมีน้ำหนักมากพอชดเชยธุรกิจเดิม
ส่วนต่างของเป้าหมายราคา 75% ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับบริษัทที่ตลาดเข้าใจตรงกันแล้ว แต่เป็นสัญญาณว่านักลงทุนยังประเมินอนาคตของ Nokia ได้สองทางอย่างชัดเจน
การทำกำไรได้ดีกว่าคาดถูกบดบังด้วยคุณภาพของรายได้ กระแสเงินสดอิสระที่ติดลบ และคำถามว่ายอดคำสั่งซื้อ AI จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มากน้อยเพียงใดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
การปรับเป้าหมายราคาของ Barclays และ Deutsche Bank ไม่ได้เป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการเดิมพันคนละกรอบเวลา
Barclays เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านของ Nokia จะใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่ธุรกิจ AI จะเข้ามาช่วยได้ทัน ขณะที่ Deutsche Bank เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเร่งตัวมากพอที่จะพาบริษัทเติบโต ก่อนที่ธุรกิจโทรคมนาคมเดิมจะกลายเป็นภาระหนักกว่าเดิม
ตัวชี้ขาดในอีกสองไตรมาสข้างหน้าคือ กระแสเงินสดอิสระ และ ความเร็วในการเปลี่ยนยอดคำสั่งซื้อ AI ให้เป็นรายได้จริง หากตัวเลขสองส่วนนี้ฟื้นตัวได้ มุมมองฝั่งบวกอาจได้เปรียบ แต่หากยังมีคำสั่งซื้อเป็นก้อน ๆ และเงินสดไหลออกต่อเนื่อง Barclays ก็อาจเป็นฝ่ายมองความเสี่ยงได้แม่นยำกว่า