เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติ 144 ต่อ 10 เสียง แต่งตั้งโวลเกอร์ เติร์ก ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนต่ออีก 4 ปี สหรัฐฯ รัสเซีย และอิสราเอลเป็นแกนนำในการคัดค้าน แต่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ กลับโหวตสนับสนุน พร้อมเผยแพร่ข้อความแรงบนโซเชียลมีเดีย การทะเลาะวิวาททางดิปโหลแมติกบนโ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused the diplomatic row between the United States and France over the UN General Assembly'. Article summary: Here is the full breakdown of the vote, the diplomatic row, and the background of opposition.. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as fac
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 การลงมติตามขั้นตอนที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) กลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการทูตข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกแบบเต็มรูปแบบ สาเหตุโดยตรงคือสหรัฐอเมริกาลงมติคัดค้านการแต่งตั้งโวลเกอร์ เติร์ก (Volker Türk) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอีกวาระ ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญกลับโหวตสนับสนุน ความขัดแย้งลุกลามไปถึงโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยคณะผู้แทนฝรั่งเศสแถลงว่าสหรัฐฯ "ไม่สามารถถูกมองว่าเป็น 'ประภาคารแห่งสิทธิมนุษยชน' ได้อีกต่อไป" และติดแฮชแท็ก #AmericaAlone
แฮชแท็กดังกล่าวกลายเป็นไวรัลโดยมียอดเข้าชมเกือบสองล้านครั้ง
บทความนี้จะลงรายละเอียดของมติ ฝ่ายที่คัดค้าน การโต้เถียงกันในที่สาธารณะ และเบื้องหลังการต่อต้านเติร์ก
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติเกี่ยวกับร่างมติเพื่อแต่งตั้งโวลเกอร์ เติร์กให้ดำรงตำแหน่งวาระที่สองเป็นเวลาสี่ปี (12 ตุลาคม 2026 – 11 ตุลาคม 2030) ผลการลงมติมีดังนี้:
มติผ่านไปได้อย่างท่วมท้น โดยเสียงส่วนใหญ่ในสมัชชาที่มีสมาชิก 193 ประเทศสนับสนุนการแต่งตั้งเติร์กอีกครั้ง แม้จะมีกลุ่มเสียงเล็กๆ ที่ไม่เห็นด้วย
สามประเทศหลักที่โหวตไม่เห็นด้วยและต่อต้านเติร์กอย่างแข็งขัน คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอิสราเอล พวกเขายังมีอีกจำนวนหนึ่งร่วมด้วย รายงานหลายฉบับระบุว่ารายชื่อประเทศที่โหวต 'ไม่' เต็มไปด้วยอาร์เจนตินา บูร์กินาฟาโซ มาลี นิการากัว ไนเจอร์ เกาหลีเหนือ และตรินิแดดและโตเบโก นอกเหนือจากสามประเทศหลัก
ก่อนการลงมติหลัก สมัชชาได้ปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่จะเลื่อนการลงมติออกไปหนึ่งสัปดาห์ และข้อเสนอโต้กลับของรัสเซียที่จะจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของเติร์กให้เหลือเพียงไม่กี่เดือน สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2026
แนวร่วม 144 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเกือบทั้งยุโรป แอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย สนับสนุนการแต่งตั้งอีกวาระ การลงมติดังกล่าวทำให้เติร์กเป็นบุคคลแรกที่ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่เต็มสองวาระนับตั้งแต่มีการก่อตั้งตำแหน่งนี้ในปี 1993 ซึ่งผู้สนับสนุนชี้ว่าเป็นสัญญาณของการรับรองระดับโลกที่แข็งแกร่ง
ความขัดแย้งทางการทูตปะทุขึ้นทันทีหลังการลงมติ คณะผู้แทนฝรั่งเศสประจำสหประชาชาติ (French Permanent Mission to the UN) เผยแพร่แถลงการณ์เสียดสีบนโซเชียลมีเดีย โดยประกาศว่าสหรัฐอเมริกา "ไม่สามารถถูกมองว่าเป็น 'ประภาคารแห่งสิทธิมนุษยชน' ได้อีกต่อไป" หลังจากที่โหวตคัดค้านเติร์ก ฝรั่งเศสแนบแฮชแท็ก #AmericaAlone ซึ่งกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมเกือบสองล้านครั้ง
สหรัฐฯ ตอบโต้อย่างรุนแรง รายงานต่างๆ อธิบายถึงการแลกเปลี่ยนดังกล่าวว่าเป็น "การปะทะคารมอย่างดุเดือด" และสังเกตว่าเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลพันธมิตรจะโจมตีอีกฝ่ายด้วยชื่อและแฮชแท็กของตัวเอง คณะผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติปล่อยคลิปวิดีโอออกมาตอบโต้ และเจ้าหน้าที่ต่างก็สบประมาทกันจนเกินขอบเขตของความขัดแย้งทางนโยบาย กลายเป็นการโจมตีส่วนตัว
รายงานหนึ่งระบุว่าข้อพิพาทดังกล่าวบานปลายไปถึงขั้น "คำสบประมาทแบบศัตรูคู่อาฆาต"
สาระสำคัญของฝรั่งเศสคือสหรัฐฯ ได้แยกตัวเองออกจากประเด็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน สหรัฐฯ ปกป้องจุดยืนของตนว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของเติร์กอย่างมีหลักการ เจฟฟ์ บาร์ตอส (Jeff Bartos) รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เตือนก่อนการลงมติว่าเติร์กไม่ได้ทำตัวเป็นกลางพอ และสหรัฐฯ จะทบทวนการเข้าร่วมและการให้ทุนสนับสนุนที่สหประชาชาติ
โวลเกอร์ เติร์ก ทนายความชาวออสเตรียที่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2022 เผชิญกับการต่อต้านด้วยสาเหตุสำคัญหลายประการ :
การปะทะกันครั้งนี้เน้นให้เห็นถึงรอยร้าวครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปรายใหญ่เกี่ยวกับบทบาทของสหประชาชาติและความสำคัญของสิทธิมนุษยชนในนโยบายต่างประเทศ สำหรับฝรั่งเศส การลงมติครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้ปกป้องพหุภาคีและสิทธิมนุษยชน สำหรับสหรัฐฯ การลงมติสะท้อนถึงความหงุดหงิดในวงกว้างต่อภาวะผู้นำของเติร์กและความต้องการปรับเปลี่ยนกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ผลกระทบในทันทีคือความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรทั้งสองเสื่อมถอยลงอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นทางการ
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติ 144 ต่อ 10 เสียง แต่งตั้งโวลเกอร์ เติร์ก ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนต่ออีก 4 ปี
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติ 144 ต่อ 10 เสียง แต่งตั้งโวลเกอร์ เติร์ก ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนต่ออีก 4 ปี สหรัฐฯ รัสเซีย และอิสราเอลเป็นแกนนำในการคัดค้าน แต่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ กลับโหวตสนับสนุน พร้อมเผยแพร่ข้อความแรงบนโซเชียลมีเดีย
การทะเลาะวิวาททางดิปโหลแมติกบนโลกออนไลน์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อพันธมิตรเก่าแก่ต่างโจมตีกันอย่างเปิดเผย