โพลโพซิชันและสภาพอากาศผันผวน: เอโดอาร์โด มอร์ตารา (Mahindra) คว้าโพลโพซิชันที่ 4 ของฤดูกาลในการควอลิฟายที่พื้นสนามเริ่มแห้ง เท่ากับสถิติ Formula E ที่โพลโพซิชันมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล ฝนเป็นปัจจัยตลอดสุดสัปดาห์ การแข่งขันเริ่มบนสนามที่ชื้น ก่อนเปลี่ยนจากเปียกเป็นแห้ง ทำให้ทีมต้องเสี่ยงกับการเลือกเซ็ตอัพรถและยาง
Attack Mode เปลี่ยนลำดับ: การใช้ Attack Mode รอบที่สองพลิกลำดับการแข่งขัน โดยเดอ ฟรีส์ขึ้นนำหน้าแคสสิดี้และโอลิเวอร์ โรว์แลนด์
ธงแดงท้าย race: การแข่งขันต้องหยุดด้วยธงแดงในช่วงโค้งสุดท้ายหลังเกิดอุบัติเหตุรถหลายคันหมุนชน โดยผลการแข่งขันถูกนับจากรอบก่อนหน้า ทำให้เดอ ฟรีส์ถูกจัดให้เป็นผู้ชนะ มอร์ตาราเจ้าของโพลเสียหลักและต้องออกจากการแข่งขันในจังหวะเดียวกัน
ตัวเต็งแชมป์สะดุด: ทั้งปาสคาล แวร์ไลน์ (Porsche) และมิตช์ อีแวนส์ (Jaguar) เลือกเซ็ตอัพรถที่ผิดพลาด (เน้นรถลุยฝนหนักเกินไป) ทำให้ร่วงลงไปท้ายแถว โดยแวร์ไลน์ไม่ได้คะแนนเลย และอีแวนส์ได้แค่อันดับ 4
| อันดับ | นักแข่ง | ทีม |
|---|---|---|
| 1 | ไนค์ เดอ ฟรีส์ | Mahindra Racing |
| 2 | นิค แคสสิดี้ | Citroën Racing |
| 3 | เจค เดนนิส | Andretti Formula E |
| 4 | โอลิเวอร์ โรว์แลนด์ | Nissan |
| 5 | ฌอง-เอริก แวร์ญ | Citroën Racing |
| 6 | นอร์มัน นาโต | Nissan |
| 7 | เซบาสเตียน บูเอมี | Envision-Jaguar |
| 8 | นิโค มุลเลอร์ | Porsche |
| 9 | เทย์เลอร์ บาร์นาร์ด | DS Penske |
| 10 | มักซีมีเลียน กึนเธอร์ | DS Penske |
การจบอันดับ 3 ของเจค เดนนิส ประกอบกับผลงานอันดับ 2 ในการแข่งขันรอบ 14 ก่อนหน้า ทำให้เขากระโดดขึ้นเป็นผู้นำคะแนนสะสมก่อนถึง 2 สนามสุดท้าย (ลอนดอนดับเบิ้ลเฮดเดอร์) มิตช์ อีแวนส์ จบเพียงอันดับ 4 ทำให้ร่วงลงมาอันดับ 2 โดยตามหลังเดนนิส
ปาสคาล แวร์ไลน์ ไม่ได้คะแนนเลยในสนามนี้ ตกลงมาอยู่อันดับ 3 ห่างจากเดนนิส 5 แต้ม
ปอร์เช่ป้องกันแชมป์โลก FIA Formula E Manufacturers' World Championship ได้สำเร็จในสุดสัปดาห์ที่โตเกียว โดยการันตีตำแหน่งล่วงหน้า 1 สนาม ปอร์เช่ 99X Electric กลายเป็นรถ GEN3 Formula E ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนชิพ