การโจมตีระลอกคืนวันที่ 25–26 กรกฎาคมเป็นอีกตอนหนึ่งของปฏิบัติการต่อเนื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการรายงานเบื้องต้น ฝ่ายบริหารที่รัสเซียแต่งตั้งในไครเมียยังไม่ได้ยืนยันผลของการโจมตีระลอกดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่ความเสียหายสะสมก่อนหน้านั้นเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยยูเครนอ้างว่า นับถึงวันที่ 24 กรกฎาคม มีการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานแล้ว 136 แห่ง
ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ภายใต้การบัญชาการของกองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครน ซึ่งมีโรเบิร์ต “มาดยาร์” บรอฟดีเป็นผู้บัญชาการ ภายในห้าวันแรก มีรายงานว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 38 แห่งถูกโจมตี รวมถึงสถานีไฟฟ้าย่อยซิมเฟโรปอลขนาด 330 กิโลโวลต์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบไฟฟ้าในคาบสมุทร
คืนวันที่ 5–6 กรกฎาคม การโจมตีด้วยโดรนระลอกใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการยิงโดรนมากกว่า 500 ลำโจมตีพื้นที่กว่า 20 แห่งของรัสเซีย ทำให้ไฟฟ้าดับทั่วทั้งไครเมีย พื้นที่ริมทะเลดำที่มีประชากรราว 2.5 ล้านคน บริษัท Krymenergo ผู้ให้บริการไฟฟ้าของไครเมียระบุว่า ไฟดับครั้งใหญ่เกิดจาก “การแทรกแซงจากภายนอก”
ตัวเลขที่ยูเครนรายงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 104 สถานีไฟฟ้าย่อยและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน ณ วันที่ 20 กรกฎาคม เป็น 136 เป้าหมายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม โดยมี 19 แห่งถูกโจมตีภายในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม
เป้าหมายที่มีการรายงาน ได้แก่ สถานีไฟฟ้าย่อยใกล้ ยัลตา เคิร์ช ซูดัก โคกเตเบล อาลุชตา เยฟปาโตเรีย เฟโอเดซิยา และเบอร์เดียนสก์ รวมถึงพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนบาลักลาวา ระหว่างวันที่ 12–13 กรกฎาคม โดรนของยูเครนยังโจมตี “สะพานพลังงานคูบัน–ไครเมีย” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการส่งไฟฟ้าจากแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียเข้าสู่คาบสมุทร
ผลกระทบของการโจมตีไม่ได้หยุดอยู่ที่ระบบไฟฟ้า เมื่อไฟดับ ปั๊มน้ำที่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็หยุดทำงาน ส่งผลให้หลายเขตไม่มีน้ำประปาใช้เป็นเวลาหลายวัน
วันที่ 8 กรกฎาคม พื้นที่ส่วนใหญ่ของไครเมียไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปานานสามวัน หลังสถานีไฟฟ้าย่อยหกแห่งถูกโจมตี การจราจรบนสะพานเคิร์ช ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญ ถูกระงับระหว่างการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม
ก่อนที่ปฏิบัติการในเดือนกรกฎาคมจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุด ฝ่ายบริหารที่รัสเซียแต่งตั้งได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับภูมิภาคไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าดับที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม เสนาธิการทหารยูเครนระบุว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังทำให้ระบบส่งกำลังบำรุงของรัสเซียตกอยู่ในสภาพ “หายนะ”
ปฏิบัติการทางทะเลที่ดำเนินควบคู่กันในชื่อ MoLoCHKa ยังมุ่งโจมตีเรือของ “กองเรือเงา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขนส่งของรัสเซีย โดยกองกำลังยูเครนอ้างว่าได้โจมตีเรือ 176 ลำระหว่างวันที่ 1–19 กรกฎาคม และทำให้ขีดความสามารถของเส้นทางเรือข้ามฟากเคิร์ชลดลงราว 75%
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียอ้างว่าสกัดโดรนได้เป็นจำนวนมาก ในคืนวันที่ 5–6 กรกฎาคมเพียงคืนเดียว กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถยิงโดรนยูเครนตก 519 ลำ ในพื้นที่กว่า 20 แห่งของรัสเซีย ไครเมียที่ถูกยึดครอง และทะเลอาซอฟ
แต่จำนวนโดรนที่สามารถทะลุผ่านแนวป้องกันได้ยังมากพอจะทำให้ไฟฟ้าดับทั่วทั้งคาบสมุทรหลายครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียอาจเผชิญแรงกดดันจากปริมาณการโจมตีที่เข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ฝ่ายบริหารที่รัสเซียแต่งตั้งรายงานว่ามีพลเรือนหญิงเสียชีวิตหนึ่งรายจากการโจมตีวันที่ 6 กรกฎาคม
กองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครนระบุอย่างเปิดเผยว่า ปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายทำให้ไครเมียไม่สามารถเป็นฐานปฏิบัติการของรัสเซียได้ และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม “บีบให้ผู้ยึดครองเก็บกระเป๋ากลับไป”
การทำลายสถานีไฟฟ้าย่อยอย่างต่อเนื่องมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อยสามด้าน ได้แก่
ข้อควรระวังในการประเมินข่าว: ขณะนี้ยังไม่มีการประเมินความเสียหายโดยอิสระอย่างละเอียดสำหรับการโจมตีคืนวันที่ 25–26 กรกฎาคม ตัวเลขที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นยอดสะสมของปฏิบัติการถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ส่วนรายละเอียดว่าสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งใดถูกโจมตีในคืนดังกล่าว และไฟดับกินวงกว้างเพียงใด ยังต้องรอการยืนยันจากรายงานเพิ่มเติม
ณ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ปฏิบัติการ “ปิดสวิตช์ไครเมีย” ยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความถี่ของการโจมตีจะลดลง